[Fic-KhunWoo] :: Lost in love :: CH.5

posted on 22 Jun 2011 15:21 by 2pm-fictionismz
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Title: [Fic] Lost in love

Chapter: 5

Author: Shin-Dragon

Beta reader: Kumameaw

Paring: Nichkhun x Wooyoung / Chansung x Junho

Rate: PG-13

 

 

 

กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 

บนห้องพักโรงแรมสุดหรูที่ขึ้นชื่อในกรุงโตเกียวกับท้องฟ้ายามเย็นที่ดูอึมครึมราวกับฝนกำลังจะตกลงมาในอีกไม่ช้านี้ เมฆสีเทาขนาดมะหึมาปกคลุมแทบทั่วทุกพื้นที่ของเมืองหลวง ชายหนุ่มเจ้าของห้องวางฝ่ามือแปะลงบนบานกระจกที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพข้างนอกได้สุดลูกหูลูกตา มืออีกข้างถือโทรศัพท์แนบหูไว้ ทันทีที่เครื่องลงจอดที่สนามบิน เจ้าตัวก็โทรรายงานคนรักของตนทันทีว่ามาถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว นี่ผ่านไปยังไม่ถึงสองชั่วโมงก็ต้องกดหมายเลขข้ามประเทศอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว

 

“ฝนทำท่าจะตกหนักน่าดู” นิชคุณขยับปากบอก ได้ยินเสียงปลายสายขำเบาๆ แล้วนึกอยากจะรั้งตัวนุ่มนิ่มมากอดให้ชื่นใจนัก

 

‘อากาศคงจะเย็นมาก ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ....’

 

“จะดีแค่ไหนถ้ามีคนมาดูแลถึงที่ด้วยตัวเอง”

 

‘คุณก็ดูแลตัวเองได้นี่ครับ’

 

“ก็นั่นมันก่อนหน้าที่จะรักอูยองนี่” เสียงปลายสายเงียบไป นิชคุณกลับยังยิ้มเต็มใบหน้า เขารู้หรอกว่าอูยองคงจะพยายามปั้นหน้านิ่งทั้งๆ ที่แอบกัดปากกลั้นยิ้มจนเต็มแก้มแน่ๆ แต่พอคิดแล้วก็ต้องส่ายหน้าพรืด เพราะยิ่งเขาคิดถึงใบหน้านั้นมากเท่าไหร่ก็เท่ากับฆ่าตัวตายเท่ากัน

 

“อูยอง....”

 

‘ครับ’

 

“พี่..........คิดถึง” กว่าประโยคสุดท้ายจะหลุดออกมาจากปากได้ ไม่ใช่เพราะมันพูดยาก แต่เป็นเพราะพูดแล้วเขาก็อดอยากจะกอดคนที่เขาบอกว่าคิดถึงไม่ได้ นี่เขาเข้าขั้นเป็นเอามากไปแล้วจริงๆ สินะ

 

ได้ยินเสียงปลายสายดังกุกกักๆ และเอ่ยเสียงพูดงึมงำเบาๆ น้ำเสียงฟังดูเรียบเย็นแปลกๆ แต่ก็ฟังได้ความว่า ให้ดูแลตัวเองดีๆ ฝนตกแบบนี้อากาศคงเย็นมาก รีบพักผ่อน พรุ่งนี้จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ และปิดท้ายด้วยการบอกราตรีสวัสดิ์ ก่อนจะกดตัดสายทิ้งไปดื้อๆ เล่นเอานิชคุณได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ฟังทันแต่พูดไม่ทัน เรียกว่าไม่ทันจะได้พูดเลยดีกว่า

 

เขาแทบอยากจะมุดผ่านโทรศัพท์ไปให้เห็นคนที่อยู่อีกประเทศเหลือเกิน บอกให้ใช้ไอโฟนก็ไม่เคยจะเชื่อฟัง คิดบ้างไหมว่าเวลาแบบนี้มันก็จำเป็นเหมือนกัน เขาอยากเห็นหน้าอูยอง อยากรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

 

ให้ตายเถอะ...ทำไมถึงได้ทรมานขนาดนี้....

 

พอกดตัดสายไปแล้วคนที่เอนร่างลงนอนบนเตียงถึงได้ยกมือขึ้นปาดน้ำใสๆ บนแก้มออก เขาเกือบกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ไม่ได้ ตอนที่นิชคุณบอกว่า ‘คิดถึง’ พยายามบังคับน้ำเสียงให้เหมือนปกติแล้วพูดสิ่งที่อยากจะพูดให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ก่อนจะเป็นฝ่ายกดตัดสายทิ้งไปเสียเอง เขากลัวว่าจะทำให้นิชคุณต้องหนักใจขึ้นไปอีก หากว่าได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของเขา อีกอย่างมันน่าอายมากเลยไม่ใช่หรือ

 

ก็จาง อูยองเคยเป็นแบบนี้เสียที่ไหนกัน

 

ความผูกพันหรือจะเท่ากับความรักที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ คิดทบทวนกี่ครั้งก็รู้แต่ว่ารักเข้าไปแล้ว รักแล้วจริงๆ เขารักนิชคุณมากเกินกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะขวางกั้น ต่อให้ทิฐิเขามีสูงแค่ไหน ก็มีนิชคุณเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะพังทลายมันลงได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างจากนิชคุณ ทั้งความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ และความรู้สึกที่มีความสุข หัวใจพองโตทุกครั้งที่อีกคนพร่ำรักและกอดร่างกายของเขาไว้ในอ้อมแขน จุมพิตจากริมฝีปากหยักนั้นหรือแม้กระทั่งเขาสามารถยิ้มได้แทบทั้งวันที่แค่คิดถึงประโยคคำพูดที่เอาแต่หยอกเอินเขาให้เขินอาย และครั้งนี้เขาก็ได้รับรู้รสชาติของคำว่า ‘คิดถึง’ อย่างเต็มหัวใจ

 

“ผมก็คิดถึงคุณ...”

 

เป็นเพียงน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยแผ่วเบาราวกับอยากให้มันล่องลอยไปตามสายลม ลอยไปให้ถึงใครอีกคนที่อยู่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเลยก็ดี บางครั้งจาง อูยองก็ขี้อายเกินกว่าจะกล้าพูดคำบางคำออกไป บางอย่างก็แสดงออกมากกว่าจะพูด และบางคำที่พูดได้ง่ายๆ แต่ไม่กล้าจะพูด เขามักจะเป็นแบบนี้อยู่เสมอ

 

คุณคนเล็กของบ้านนอนคิดอะไรกับตัวเองไปอย่างนั้นจนเผลอหลับไป อูยองอาจจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยติดหนังสือมากแค่ไหน ทุกครั้งที่อยากจะดึงตัวเองให้หลุดจากนิชคุณ อูยองมักจะทำให้ตัวเองจมอยู่กับหนังสือมากมายที่สรรหามาอ่านได้ไม่เว้นแม้แต่หนังสือประวัติศาสตร์ที่เก่าคร่ำครึ

 

หากแต่พักหลังอูยองไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านมากนัก เพราะอยู่กับคนเอาแต่ใจตลอด จะหาเวลาส่วนตัวที่จะจมอยู่กับหนังสือทั้งวันอย่างที่เคยทำมันก็ช่างหาเวลานั้นได้ยากเหลือเกิน พอเผลอจะเข้าห้องสมุดหรือจะหยิบจับหนังสือเข้าหน่อย นิชคุณก็เป็นอันทำตาขวางหาทางดึงอูยองออกจากโลกส่วนตัวบ่อยครั้ง แต่พอตอนนี้มีเวลาแล้วจริงๆ กลับจมอยู่แต่กับความคิดถึงใครบางคน จนไม่มีสมาธิจะเก็บอะไรเข้าหัวสมองได้สักอย่าง เพราะนิชคุณยึดทุกพื้นที่และทุกรอยหยักของหัวสมองไปหมดแล้ว

 

แม้กระทั่งในความฝัน...

 

..........

..............

 

ตอนสายของเช้าวันใหม่ อี จุนโฮกำลังถูกทำให้หัวเสียทั้งๆ ที่ควรจะรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆ เพราะชานซองบอกว่าจะโทรหาอูยอง ด้วยความดีใจก็เลยแนบหูกับโทรศัพท์เพื่อฟังเสียงพูดของอูยองด้วย เพราะคะยั้นคะยอให้ชานซองเปิดโฟนยังไงอีกคนก็ส่ายหน้าอยู่ท่าเดียว พออ้าปากพูดด้วยก็ถูกผลักถูกดันให้ออกห่างเสียอย่างนั้น

 

อี จุนโฮหงุดหงิด!!!

 

“ชานซอง...ไอ้เพื่อนบ้า เปิดเดี๋ยวนี้นะ เปิดประตูให้ฉันได้ยินไหม!!” จุนโฮได้แต่ตบบานประตูกระจกอยู่นอกระเบียงห้องหลังจากถูกหลอกให้เดินตามมาที่ระเบียง พอเผลอเข้าหน่อยก็ถูกชานซองหลบกลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูพร้อมกับล็อคจากข้างในอีก

 

“เรื่องอะไรที่นายไม่ให้ฉันพูดกับอูยองน่ะห๊ะ....เปิดเดี๋ยวนี้ไอ้ยักษ์!!” แม้จะร้องด่าสลับกับพยายามตบหรือดึงประตูบานเลื่อนให้เกิดเสียงน่ารำคาญยังไง ชานซองก็ไม่ได้สนใจเพราะอีกฝ่ายยืนหันหลังให้อยู่กลางห้อง

 

ก็จะให้รู้เรื่องด้วยได้ยังไง นี่มันเรื่องส่วนตัวของเขาที่มีเพียงอูยองเท่านั้นที่พอจะรู้ความจริงข้อนี้ดี จะให้พูดทั้งๆ ที่มีจุนโฮอยู่ด้วยได้ยังไงกัน ก็ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ตอนที่มีจุนโฮอยู่ด้วยนั่นแหละ แต่เขาเองก็เผลอหลุดปากไปแล้วชั่วขณะ ดีที่จุนโฮยังไม่ทันเอะใจ และเพราะอูยองดันมาเค้นถาม เขาเลยต้องล่อจุนโฮให้ออกไปก่อนแบบนั้น ให้เก็บไว้ค่อยพูดมันก็ทำได้หรอก แต่คนที่อึดอัดคือตัวเขาเอง เขาถึงต้องตัดสินใจใช้วิธีนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“จุนโฮมีความลับบางอย่างที่ไม่ยอมบอก พักนี้ดูกลบเกลื่อนแต่ก็จับผิดได้หลายครั้ง อูยอง...ฉันไม่ได้อยากจะทำให้นายไม่สบายใจไปด้วยหรอกนะ ฉันรู้ว่าช่วงนี้นายยุ่งอยู่ แต่......”

 

‘ถ้านายคิดว่าฉันเป็นเพื่อน นายก็ทำถูกแล้วที่โทรมาหาฉันฮวาง ชานซอง’

 

“อูยอง....ฉันไม่อยากให้จุนโฮรู้ตัวว่าเราจับผิดเขาอยู่”

 

‘ไม่ต้องห่วงหรอกเรื่องนั้น นายระวังหัวใจตัวเองดีกว่า’

 

“.......”

 

‘อยู่ด้วยกัน ใกล้กัน มันยิ่งยากนะชานซอง ไอ้ที่นายคิดว่าตัวเองจะเป็นแค่เพื่อนของจุนโฮให้ได้เหมือนเดิมอย่างแรกๆ ที่รู้จักกันน่ะ...ฉันมองเห็นความยุ่งยากตั้งแต่ที่สายตานายมันฟ้องว่าห่วงจุนโฮมากแค่ไหนเมื่อตอนที่เรายังเรียนกันอยู่นู่นแล้ว นายดุ นายด่า นายว่าเขา...แต่ทั้งหมดนั้นมันก็ครอบคลุมไปด้วยเกาะกำแพงหนาๆ ที่เขาเรียกว่า ทั้งรักทั้งห่วง ไปแล้วเต็มๆ’

 

“จาง อูยอง....เคยมีคนบอกนายไหมว่าตั้งแต่มีสามีเป็นตัวเป็นตนนายพูดมากขึ้นเยอะเลย” ถ้าชานซองมองเห็นอูยองตอนนี้คงอยากลงไปขำกับพื้น เพราะใบหน้าที่ชอบปั้นให้เรียบนิ่งกำลังแดงขึ้นจัดราวกับลูกมะเขือเทศสุกปลั่ง ริมฝีปากอ้าเผยอค้างอยากเถียงก็เถียงไม่ออก เหมือนบื้อไปกับคำว่า มีสามีเป็นตัวเป็นตน จากปากของเพื่อนสนิท

 

ตุ้บ!!

 

เสียงที่เกิดขึ้นจากนอกระเบียงห้อง ทำเอาชานซองต้องรีบหันควับกลับไปทันที เขาเคยว่าจาง อูยองดื้อเงียบไม่ดีแล้ว มาเจอดื้อพยศอย่างอี จุนโฮก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ กระถางต้นไม้มันผิดอะไรถึงต้องปัดมันตกลงมาแตก แล้วไอ้ตัวคนทำก็ยังกอดอกพิงกำแพงระเบียงมองไปทางอื่นราวกับไม่รู้ไม่ชี้ได้หน้าตาเฉยอีก

 

“เรื่องเจอกันเอาไว้เป็นวันหยุดเสาร์นี้ก็ได้อูยอง ขอให้เรื่องงานผ่านไปด้วยดีนะ ฉันเอาใจช่วยแล้วถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกทันทีรู้ไหม ไว้เดี๋ยวฉันจะโทรหาใหม่”

 

‘เดี๋ยว...เดี๋ยวสิชานซอง!!’

 

“นายไปเตรียมตัวเรื่องงานเถอะ เดี๋ยวฉันจะบอกจุนโฮเองเรื่องนัดวันเสาร์นี้น่ะ แค่นี้ก่อนนะ” ไม่รอให้อูยองได้รั้งถามอะไรอีก ชานซองตัดสายเพื่อนรักทิ้งแล้วโยนโทรศัพท์ไปบนโซฟากำมะหยี่ทันที

 

ครืดดดด

 

“ทำบ้าอะไร!?” ทันทีที่เปิดประตูเลื่อนที่กั้นห้องกับระเบียงชั้นนอกเอาไว้ออก ชานซองแทบอยากจะตะคอกถามใส่จุนโฮแรงๆ แต่อีกคนกลับหันหน้าเรียบนิ่งมาสบตาแล้วเดินเฉียดผ่านเข้าห้องด้วยการกระแทกไหล่หนานั่นแรงพอที่จะให้ชานซองชนกับกรอบประตูได้

 

“อี จุนโฮ...กลับมารับผิดชอบสิ่งที่นายก่อเดี๋ยวนี้” จุนโฮชะงักเท้าตามที่อีกคนโพล่งบอก

 

“สิ่งที่นายก่อต่างหาก” ยอกย้อนด้วยคำพูดไม่เท่าไหร่ แต่สายตาของจุนโฮที่มองมาแบบนั้นมันทำให้เขาเหลือจะทน ทำไมถึงได้อารมณ์ผีเข้าผีออกแบบนี้ เป็นอะไรหนักหนา!!

 

“พาล...เสียนิสัย นายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่จุนโฮ”

 

“นายเองไม่ใช่หรือไง...นายล็อคประตูแล้วทิ้งให้ฉันอยู่ข้างนอกก่อนนะชานซอง!” อ๋อ...ก็เลยพาลโกรธ พาลโมโหจนต้องลงกับข้าวของ นี่แหละนิสัยอย่างนึงที่จุนโฮไม่เคยทำ ไม่เคยเป็น

 

“มีความลับอะไรที่ให้ฉันรู้ไม่ได้งั้นเหรอ?” สุดท้ายจุนโฮก็สาวเท้าเดินกลับไปหาชานซองที่ยังยืนอยู่นอกระเบียงอีกครั้ง ออกแรงผลักอกกว้างนั้นอย่างหาเรื่อง เพราะคิดอะไรหลายๆ อย่างมากเกิน จุนโฮเลยพาลหงุดหงิดใส่ชานซองอย่างไม่ยั้งอารมณ์ แทบไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าทำตัวแบบนี้ออกไปได้ยังไง

 

อารมณ์ร้ายเพราะอะไร..

 

“นายมีความลับอะไรกับอูยอง ฮวาง ชานซอง!!” จุนโฮออกแรงผลักอีกครั้งจนร่างหนาของชานซองกระแทกกับกำแพงระเบียงห้อง เขาไม่ปริปากพูดอะไรนอกจากมองใบหน้ากราดเกรี้ยวของจุนโฮอย่างต้องการจะหาความจริง หรือเพราะความจริงแล้วเขามีความลับที่บอกจุนโฮให้รู้ไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ

 

“ก่อนจะว่าคนอื่นนิสัยไม่ดี ดูตัวเองก่อนป....” ชั่ววินาทีที่จุนโฮขยับปากว่าแทบไม่หยุดหายใจ ฮวาง ชานซองที่เงียบและเป็นฝ่ายถุกรุกเลยฮึดกลับบ้าง แขนขึ้นมัดกล้ามตวัดเอวของจุนโฮเข้ามาใกล้จนผิวเนื้อเสียดสีกัน ปลายจมูกแตะกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ จุนโฮแทบค้างไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ครั้นพอรู้ตัวจะขืนตัวออกก็ถูกอีกฝ่ายรัดเอวแน่นเสียแล้ว

 

“ชาน...ชานซอง” จุนโฮเอ่ยเสียงขรึมเข้าใส่แต่ชานซองกลับขมวดคิ้วตีหน้าเข้มกลับเหมือนกัน

 

“หายบ้าหรือยัง?” เจอคำถามแบบนี้เข้าไป จุนโฮเลยยิ่งออกแรงขืนตัวให้หลุดจากอ้อมแขนแกร่งของเพื่อน มันไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำเลย ชานซองไม่ควรจะทำกับเขาแบบนี้

 

“หยุดอยู่นิ่งๆ อี จุนโฮ ไม่อย่างนั้นฉันจะ....” ไม่มีอะไรจะหยุดความคิดของชานซองได้อีกแล้ว เมื่อสายตาคมเข้มจ้องมองที่กลีบปากของจุนโฮอย่างอัตโนมัติ

 

“อ...อะไร ชานซองนายนั่นแหละที่บ้า ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” นิ้วมือทั้งสองข้างกำที่ต้นแขนแกร่งของชานซองไว้แน่น จนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บขึ้นมานิดๆ แล้วยอมผ่อนแรงลง

 

“นายไม่เคยเป็นแบบนี้เลย” ชานซองเหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่าที่จะตั้งใจพูด จุนโฮเลยหยุดนิ่งไปเองราวกับถูกสาป

 

ชานซองเองก็ไม่เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน ไม่เคยดึงเขาเข้าไปใกล้ๆ แบบนี้ ไม่เคยกอดกันในลักษณะที่ใกล้ชิดกันมากอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ และสายตาของชานซองก็ไม่เคยมองเขาราวกับจะตัดพ้อกันมากแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกมันวูบวาบที่กลางอกแปลกๆ เขาไม่เคยจะรู้สึกแบบนี้กับชานซอง หรือเพราะครั้งนี้เราจะใกล้กันมากเกินไปจริงๆ

 

“อ่ะ....”

 

“นายกลับเข้าไปข้างในเถอะ ฉันจะเก็บพวกนี้เอง ขอโทษที่ขังนายเอาไว้ข้างนอก ฉันแค่แกล้งนายเล่นเท่านั้น ไม่ได้มีความลับอะไรกับอูยองอย่างที่นายเข้าใจหรอก” ว่าแล้วก็ผละจุนโฮออกแล้วก้มลงเก็บเศษกระถางที่ตกแตกกระจายเกลื่อนพื้นอีกด้านโดยไม่หันกลับมามองจุนโฮที่ยืนหน้าแดงเถือกกับการกระทำของตนเองก่อนหน้านั้น

 

“ล...แล้วอูยอง.....”

 

“วันนี้อูยองมีงาน เลื่อนนัดเป็นวันเสาร์นี้แทน” เขาหันกลับมาเงยหน้าบอก จุนโฮแค่พยักหน้ารับส่งๆ แล้วก็รีบเดินกลับเข้าไปในห้องทันที

 

ชานซองได้แต่ถอนหายใจหนักๆ ที่เกือบจะทำพลาดไปแล้ว เป็นอย่างที่อูยองว่าจริงๆ นั่นแหละ นายระวังหัวใจตัวเองดีกว่า เขาเกือบจะจูบจุนโฮเขาเกือบจะทำมันแล้วจริงๆ แค่กอดแล้วดึงเข้ามาหากันแนบแน่นแบบนั้นก็ผิดแล้ว จุนโฮไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคิดอะไรไม่ซื่อ แต่ยอมรับว่าเมื่อกี้ตัวเองออกจะโมโหมากเกินไปหน่อย ก็เพราะจุนโฮเองไม่ใช่หรือไงที่.....!!!

 

“โธ่เว้ย!” สบถกับตัวเองแล้วก็ทิ้งร่างนั่งลงพิงกำแพงระเบียงแรงๆ เขามันบ้าจริงๆ ที่ทำอะไรไม่รู้จักคิด

 

จุนโฮเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยเสียงหัวใจที่เต้นแรงแปลกๆ ดวงตายังจับอะไรได้ไม่ชัดเจนนักเพราะภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ยังติดตาเขาอยู่เลย ชานซองไม่เคยทำท่าทีแบบนี้กับเขาสักครั้ง มากสุดก็แค่กอดคอ ล็อคคอหรือขี่หลังกันเล่นๆ ไม่เคยมีกอดแนบแน่นขนาดนี้และแม้แต่เขาขัดขืนชานซองก็กลับยิ่งกอดรัดเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม

 

“อ่ะ...!” ครั้นนึกได้ว่าปลายจมูกแตะสัมผัสกัน จุนโฮก็ยกมือแตะที่ปลายจมูกตัวเองเบาๆ พร้อมกับสั่นหัวไปมา บ้าไปแล้ว...เพราะเขาคิดไปเองหรือเพราะการกระทำของชานซองมันทำให้ตัวเขาคิดกันแน่ ทั้งสายตาแบบนั้นชานซองต้องการจะสื่ออะไร

 

หลายวันมานี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีเรื่องให้ต้องคิดตลอดเวลา แน่นอนว่าเป็นเรื่องของคนที่ทิ้งเขาไปล้วนๆ จะว่าเพราะตัวเขาเองที่ผิดที่เริ่มมีใจให้อีกฝ่ายนั้นก่อน หรือเพราะฝ่ายนั้นเองก็ยอมเปิดใจให้เขาเข้าหา แต่กลับต้องแลกกับการปิดเป็นความลับ อย่าถามว่าเขาจะมีความสุขแต่เพียงเท่านั้นเลย เพราะตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าอูยองและชานซองเขาเองก็รู้สึกทำใจยากเหมือนกัน ยากที่ต้องปกปิดเพื่อนและยิ่งอูยองเป็นน้องชายของ อค แทคยอน ด้วยมันยิ่งยากเข้าไปใหญ่

 

แต่เขาก็ปิดมันมาได้ ตลอดปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เขาทำลงไปได้ยังไง ปิดมาได้นานขนาดนั้น...ชานซองกับอูยองแทบจะไม่จับผิดเขาเลยสักนิด แม้แต่ที่เขาไม่ยอมให้มาที่พักเพราะอ้างว่าย้ายไปอยู่กับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องที่คอนโด และพี่ชายค่อนข้างมีความเป็นส่ว