[Fic-KhunWoo] :: Lost in love :: CH.3

posted on 16 Feb 2011 11:06 by 2pm-fictionismz
 
 
 

Title: [Fic] Lost in Love
Chapter: 3
Author: Shin-Dragon

Beta reader: Kumameaw
Paring: Nichkhun x Wooyoung / Chansung x Junho
Rate: PG-13

 

 

 

น่าแปลก.....

 

ทั้งๆ ที่สองสามวันก่อนนั้นอี จุนโฮยังเหมือนกับคนไร้ชีวิตจิตใจอยู่เลย คืนวันที่จุนโฮเมาจนพูดพร่ำอะไรรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เขาแทบจะประสาทกินหัว นอนไม่หลับเพราะคอยแต่เฝ้าว่าอีกคนจะเป็นอะไรหรือเปล่า

 

ครั้นคาดคั้นถามเอาความ อีกฝ่ายก็ได้แต่นิ่ง บางทีก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเสมอ จนเขาเองนั่นแหละที่เหนื่อยและจนใจจะตั้งคำถาม แต่ก็ไม่ได้หยุดที่จะติดตามว่าเรื่องราวเกี่ยวกับจุนโฮที่เขายังไม่รับรู้นี้มันคืออะไร เจ้าตัวตั้งใจจะปิดเป็นความลับเขาพอดูออก และคงจะดีถ้าเขาจะแอบตามและสังเกตเอาเองเงียบๆ

 

ในเมื่อไม่บอกเขาก็คงต้องทำแบบนี้ ถ้าจุนโฮไม่ใช่เพื่อนรักของเขา เขาก็คงไม่เข้ามายุ่งตั้งแต่แรก แต่นี่เพราะจุนโฮเป็นเพื่อนที่เขาทั้งรักและสนิทด้วยมากที่สุด แม้จะมีทะเลาะกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ตัดกันไม่เคยขาด

 

“ฉันจะย้ายมาอยู่กับนายที่นี่” ฮวาง ชานซองตัดสินใจพูด แต่ทำราวกับตัวเองกำลังพูดถึงเรื่องสภาพดิน ฟ้า อากาศ มือที่ถือรีโมทกดดูรายการทีวีอย่างไม่สนใจคนที่นอนกอดหมอนอิงอยู่โซฟาตัวยาวข้างๆ กัน

 

“อะไรนะ?”

 

เสียงนั้นเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น นี่แหละที่เขารู้สึกว่ามันแปลก อยู่ๆ จะกลับมาร่าเริงสดใส มันรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังพยายามจะทำตัวปกติ ทั้งๆ ที่มันก็จับผิดได้ง่ายนัก แต่เอาเถอะ อยากทำก็ทำไป เขาเชื่อว่าจุนโฮฝืนตัวเองแบบนี้ได้ไม่นานหรอก

 

“หูหนวกหรือไง?”

 

“ก็อยากถามให้แน่ใจ...จะย้ายก็ย้ายมาสิ ดีเสียอีก ฉันจะได้กัดกับนายทุกวัน”

 

นั่นคือสิ่งที่จุนโฮต้องการแน่หรือ? กัดกับเขาทุกวันเนี่ยนะ เอาแค่เขาบ่นสาธยายเรื่องนู่นนี่ เจ้าตัวก็เดินหนีหายไปแล้ว นับประสาอะไรจะมากัดกับเขา เมื่อก่อนก็พอได้แต่ตอนนี้มันใช่หรือจุนโฮ

 

“ออกไปหาไรกินข้างนอกเถอะ” ชานซองตัดความคิดของตัวเองไว้เพียงเท่านี้ เขาลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของคนที่นอนมองตอบเขานิ่งๆ

 

“ไม่อยากไป....”

 

ไอ้เรื่องไปกินข้าวข้างนอกนี่ก็เหมือนกัน จุนโฮปฏิเสธที่จะออกไปกินข้าวข้างนอกกับเขามาหลายวันแล้ว เจ้าตัวบ่นอยากกินอยู่ที่ห้อง เพราะออกไปก็สิ้นเปลือง เดี๋ยวก็รถติด เดี๋ยวที่ร้านคนเยอะ จุนโฮเคยบ่นเล็ก บ่นน้อย กับเรื่องแบบนี้ที่ไหน ดีเสียอีกถ้าจะได้ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกบ้าง

 

เจ้าตัวจะรู้บ้างหรือเปล่าว่ายิ่งพยายามทำตัวให้เหมือนปกติยังไงมันก็ยิ่งทำให้เห็นความผิดปกติมากเท่านั้น

 

“นายทำให้กินไม่ได้หรือไง นายทำอร่อยกว่าร้านอาหารข้างนอกนั่นอีกนะ” ถ้าปกติจุนโฮจะบอกว่า ให้ไปกินข้างนอกยังดีกว่าต้องกินฝีมือของนายเลยฮวาง ชานซอง ต่างหาก

 

ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

 

“แล้วในตู้เย็นของนายมันมีอะไรให้ฉันทำให้นายกินได้บ้าง”

 

“ต้องมีแหงสิ...” ว่าแล้วก็ดีดตัวลุกขึ้นวิ่งหายเข้าไปในครัว

 

“ไหนล่ะของที่นายว่า” ก็ตั้งแต่อาหารเช้า

 

“ฮ่าๆๆ งั้นเราออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตมาทำอาหารกินก็ได้นี่ จะได้ไม่ต้องออกไปกินไกลๆ ไง รถติดจะตายนายก็รู้ ซุปเปอร์มาเก็ตอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง”

 

พูดแล้วฟังความเห็นคนอื่นที่ไหน จุนโฮเดินหายออกจากครัวทันทีที่ปิดตู้เย็นที่ว่างเปล่าลง จุนโฮทำแบบนี้เขาก็ยิ่งชักจะห่วงขึ้นมามากกว่าเดิมที่เป็นอยู่เสียอีก

 

“หรือนายจะรออยู่ที่ครัวแล้วให้ฉันไปคนเดียว...บอกไว้ก่อนเลยนะว่านายจะขัดใจมากถ้าฉันซื้อของไม่ได้เรื่องกลับมาน่ะ”

 

เสียงของจุนโฮดังอยู่หน้าประตูห้อง ชานซองได้ยินประโยคที่เพื่อนพูดแล้วถึงกับหลุดขำอยู่คนเดียว ก็แล้วใครจะปล่อยให้คนไม่ได้เรื่องอย่างจุนโฮออกไปซื้อของคนเดียวเล่า...ข้ามถนนจะพ้นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

 

ชานซองเหลือบมองคนที่หยิบนู้นหยิบนี่ใส่รถเข็นแล้วแอบถอนหายใจเฮือก จุนโฮไม่ได้ดูเลยหรือยังไงว่าตัวเองหยิบของเดิมๆ ซ้ำกันมากี่ชิ้นแล้ว

 

“จุนโฮ...ฉันว่านายไปรอที่รถดีกว่า” และทนไม่ได้ที่จะเห็นว่าจุนโฮยังทำตัวเหมือนว่าตัวเองปกติ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เลยสักอย่างเดียว

 

“ทำไม?” คนที่มัวแต่หยิบของเพลินเอ่ยปากขึ้นถาม พอเห็นดวงตาคมกริบของเพื่อนร่างสูงจ้องมองของที่ตนถืออยู่ในมือ ถึงได้เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรพลาดไปจนได้ จุนโฮหัวเราะราวกับมันเป็นเรื่องน่าขำเอามากๆ พยายามหยิบของที่ซ้ำกันมากถึงสามสี่ชิ้นออกจากรถเข็นไปไว้ที่เดิม และเดินวกกลับมาหาคนที่ยืนมองอยู่นิ่งๆ กับที่อีกครั้ง

 

“เฮ้ย...ช้าอะไรอยู่ ฉันหิวไส้จะขาดอยู่แล้ว ช่วยกันเลือกสิว่ายังขาดอะไรอีกบ้าง จะได้รีบซื้อรีบกลับ” ว่าแล้วก็เข็นรถเดินเลี้ยวไปอีกล็อคถัดไป ชานซองได้แต่ขมวดคิ้วอยู่คนเดียวกับท่าทางแบบนั้นของเพื่อน แต่ก็ยอมเดินตามไปช้าๆ พร้อมกับเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

 

ถือว่าพวกเขาใช้เวลานานเกินไปจริงๆ กับแค่การไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ได้เยอะอะไรเลย เพราะหลังจากเอาของที่จุนโฮหยิบมาซ้ำๆ ออก ทุกอย่างก็พอดีเป๊ะ ติดแค่ใบหน้าของใครบางคนที่ดูจะไม่สบอารมณ์หน่อยๆ เพราะถูกแขวะมาเกือบตลอดทางก็เท่านั้น

 

“เฮ้ยๆ....นายจะกินไอ้นั่นก่อนทานข้าวไม่ได้นะจุนโฮ” ยังไม่ทันจัดของเข้าตู้เย็นเรียบร้อย คนไม่สบอารมณ์ก็เอื้อมมือไปหยิบเบียร์กระป๋องมาถือไว้เรียบร้อย แต่ถูกมือแกร่งคว้าหัวไหล่ไว้ได้ทันแถมของที่ถืออยู่ในมือคราแรกยังถูกฉกกลับคืนด้วย

 

“บ่นเป็นพ่อเลยนะฮวาง ชานซอง...เอาคืนมา”

 

“มันจะมากไปแล้ว...หงุดหงิดอะไรของนายวะ?” ยากจะเข้าใจจริงๆ เดี๋ยวแกล้งอารมณ์ดี เดี๋ยวก็อารมณ์หงุดหงิดเสียอย่างนั้น จุนโฮกำลังทำให้เขาอยากจะจับมาเค้นคอถามให้รู้เรื่องเสียตอนนี้ มันจะอะไรกันนักกันหนา

 

“เปล่าหงุดหงิดแค่กระหาย อยากจะดื่มไม่ได้รึไง?” เจ้าตัวว่าพลางกอดอกพิงสะโพกกับเคาท์เตอร์ในห้องครัวไม่ไกลจากคนตัวสูงนัก ชานซองวางกระป๋องเบียร์ไว้ห่างๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเพื่อนรักแล้วใช้สายตาคมกวาดมองใบหน้านั้นอย่างให้รู้ว่าจับผิด แต่อีกคนก็ไม่ได้หลบสายตาแม้สักนิด

 

“นายทำตัวเหมือนคนอกหัก เหมือนอยากประชดใคร”

 

“คิดอย่างงั้นเหรอ?”

 

“ใช่”

 

“นายคิดมากไปแล้ว...ฉันจะอกหักได้ยังไง” ใช่...เขาไม่เชื่อหรอกว่าจุนโฮจะอกหัก เพราะเขาไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย นี่เขาพลาดอะไรไป หรือจุนโฮกันแน่ที่ปิดเรื่องได้อย่างแนบเนียน เขาจะมั่นใจแน่ว่าตัวเองคิดไปเองถ้าจุนโฮไม่ได้เดินหลบเขาออกไปแบบนี้

 

ใครกัน?

ใครเป็นคนรักของจุนโฮ

ใครที่ทำให้จุนโฮเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

 

.

 

.

 

“จะนั่งมองโทรศัพท์อีกนานแค่ไหน นายจะโทรหาใครหรือกำลังรอสายใครอยู่งั้นเหรอ?”

 

อดจะเอ่ยถามไม่ได้ เพราะตั้งแต่ทานข้าวเสร็จจนกระทั่งเขาเก็บกวาดทำความสะอาดทุกอย่างในครัวเรียบร้อย อี จุนโฮก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง ทีวีก็ไม่รู้จะเปิดไว้ให้มันสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าไปทำไม ในเมื่อเจ้าตัวก็ยังนั่งเหม่อ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่โทรศัพท์เครื่องเล็กบนโต๊ะเล็กหน้าทีวีที่เป็นมุมห้องนั่งเล่น ไม่ยอมสนใจว่าเขากำลังปิดทีวีไปแล้ว และกำลังเดินลงมานั่งขมวดคิ้วมองอยู่ข้างๆ

 

“ไม่บอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไรหรอกนะจุนโฮ แต่ถ้านายยังขืนเป็นอยู่แบบนี้ก็บอกไว้เลยว่าฉันไม่สบายใจ” ชานซองไม่ได้มองที่คนฟัง ใบหน้าคมหล่อหันออกไปนอกระเบียงตึกที่เห็นตึกสูงระฟ้าไม่ใกล้ไม่ไกลกันเรียงรายเต็มไปหมด รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ศีรษะของคนนั่งเหม่อข้างๆ วางแหมะลงกับไหล่หนาของตัวเองแล้ว

 

“ไม่ใช่ไม่อยากบอกนะชานซอง...แต่ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเริ่มจากจุดไหน ฉันทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง? แต่นายรู้ไหม ฉันอยากขอบคุณนายมากๆ ที่อยู่กับฉันตรงนี้ ขอเวลาฉันหน่อยนะชานซอง แล้วฉันสัญญาว่าจะบอกนายทุกเรื่อง”

 

“.......”

 

แน่อยู่แล้วว่าจุนโฮมีปัญหา ใครดูไม่ออกก็โง่เกินทน ยิ่งกับคนที่คอยสังเกตและคอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างเขาด้วยแล้ว มีหรือที่จะไม่รู้ว่าจุนโฮมีเรื่องหนักอกหนักใจ แต่ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะไม่คาดคั้นถามเอาเหมือนที่ผ่านมาอีก จะรอ...เขาจะรอวันที่จุนโฮอยากจะบอกทุกอย่างกับเขา

 

เขาจะเยียวยาให้จุนโฮคนเดิมกลับมาเอง

 

.........

...............

 

หน้าหนังสือถูกเปิดอ่านหน้าแล้วหน้าเล่า แต่คนอ่านกลับไม่ได้ซึมซับเนื้อหาของมันเลยแม้สักบรรทัด อาการร้อนผะผ่าวทุกลมหายใจทำให้รู้สึกเพลียได้ง่ายกว่าปกติ สุดท้ายต้องยอมวางหนังสือเล่มโปรดที่เพิ่งอ่านได้ครึ่งเล่มลงอย่างเสียดาย จาง อูยองไม่มีสมาธิจะจดจ่อกับเนื้อเรื่องของหนังสือที่อ่านเลย ให้ฝืนอ่านไปก็เท่านั้น แต่ก็ไม่อยากพักผ่อน ไม่อยากนอนป่วยอยู่เฉยๆ คนเดียว 

 

เมื่อไหร่นิชคุณจะกลับมา

 

แทนที่จะได้ไปทำงานเหมือนทุกๆ วัน แต่กลับถูกท่านประธานทั้งสั่งทั้งกำชับหนักแน่นว่าให้อยู่บ้านพักผ่อน ครั้นดื้อหนักหน่อยก็ให้เหตุผลว่าเดี๋ยวเชื้อจะแพร่ให้พนักงานในบริษัทคนอื่นๆ จริงๆ แล้วคงอยากจะจิกกัดเขามากกว่า เพราะเขารู้ถึงสายตาคู่นั้นที่มองมาอย่างล้อๆ เป็นแบบนี้แล้วจะยังคิดถึงทำไมกันนะ

 

ก๊อกๆ

 

“ครับ”

 

“ป้าเอาชาร้อนมาให้ค่ะ” คุณป้าแม่บ้านเดินถือถาดน้ำชาเข้ามาให้ที่ห้องหนังสือ ห้องโปรดที่อูยองมักจะใช้เวลาอยู่มากพอๆ กับห้องนอน

 

“ขอบคุณมากครับ”

 

“จริงๆ คุณคนเล็กน่าจะนอนพักสักหน่อยนะคะ หน้ายังแดงอยู่เชียว ไข้ขึ้นอีกหรือเปล่าคะเนี่ย ถ้าคุณชายรู้เข้าได้เดือดร้อนกันทั้งบ้านแน่ค่ะ”

 

ให้ฟังยังไงก็ไม่ชินสักทีกับสรรพนามที่คนในบ้านเรียกเขาแบบนี้ เป็นไปได้ก็อยากให้กลับไปเรียกเหมือนเดิมมากกว่า แต่ใครบางคนกลับเลือกทางออกให้เขาไม่สวยเอาเสียเลย

 

“หรือจะให้เรียกคุณผู้หญิงดีล่ะ?”

 

จาง อูยองไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย แล้วทำไมจะต้องถูกเรียกเหมือนตัวเองเป็นผู้หญิงอย่างนั้นด้วย แต่คำว่า คุณผู้หญิงของนิชคุณก็หมายถึง ภรรยา ในความหมายลึกๆ ของเจ้าของคำพูดนั่นยังไงล่ะ แล้วแบบนี้อูยองยังจะมีทางเลือกอื่นให้เลือกได้อีกหรือ

 

“คุณชายของป้ายังไม่กลับอีกหรือครับ?” น้ำเสียงที่เอ่ยถามดูแหบพร่า เธอเลยจัดการรินชาร้อนๆ แล้วส่งถ้วยชาเล็กๆ ให้คุณคนเล็กของเธอได้ถือไว้ในอุ้งมือเพื่อให้ความอบอุ่น

 

“ตายจริง...คุณชายยังไม่ได้โทรบอกคุณคนเล็กอีกหรือคะ?” เพียงเท่านั้นคุณคนเล็กของคุณป้าแม่บ้านก็ขมวดเรียวคิ้วย่นเข้าหากันในทันที

 

“คุณชายคงจะยุ่งอยู่น่ะค่ะ คุณคนเล็กไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ เดี๋ยวคุณชายเสร็จงานแล้วก็คงจะรีบกลับมาดูแล” เธอเห็นท่าทางคว่ำปากแล้วเบือนหน้าหนีสายตาของเธอ ก็นึกรู้ได้ทันทีว่างอนคุณชายของเธอเข้าให้แล้วแน่ๆ มันหาดูได้ยากที่จะเห็นคุณคนเล็กของเธอมีอาการแบบนี้ คุณชายของเธอก็เหลือเกินนะ...อย่างน้อยก็น่าจะโทรบอกคนสำคัญของตัวเองสักหน่อย

 

“ป้าพูดเหมือนผมเป็นเด็กอย่างนั้นแหละครับ ผมดูแลตัวเองได้นะ” ว่าแล้วก็จิบชาหอมๆ เข้ากลีบปาก เธอเลยอดสังเกตว่าปากบางๆ สีแดงฉ่ำเพราะพิษไข้ยังคว่ำอยู่หรือเปล่า

 

“ป้าชอบให้คุณชายดูแลคุณคนเล็กนะคะ” เธอพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก็ขอตัวออกไปทำงานต่อ แต่ก็ไม่ลืมกำชับว่าให้อูยองกลับไปพักผ่อนที่ห้องได้แล้ว ก่อนที่คุณชายของเธอจะกลับมาเอ็ดเอา ถ้าเห็นว่าคนรักของตัวเองไม่ยอมพักผ่อนแล้วยังมานั่งอ่านหนังสือทั้งๆ ที่มีไข้อยู่แบบนี้

 

“แต่ผมไม่ชอบนี่...” อูยองเปรยขึ้นกับตัวเองเบาๆ คล้อยหลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลงและเหลือเพียงตัวคนเดียวในห้องหนังสือ ใบหน้าเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้งเมื่อภาพความเอาแต่ใจของใครบางคนผุดขึ้นมาในหัว รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่สบายแต่ก็ยังอยากจะขืนจูบ แล้วแทนที่อีกฝ่ายจะติดไข้กลับไป หากแต่เขาเองต่างหากที่เหมือนจะมีไข้เพิ่มขึ้นอีก และแน่นอนว่าใครบางคนนั้นยิ้มระรื่นอย่างพออกพอใจได้น่าโมโหเสียเหลือเกิน

 

.

 

.

 

กว่าที่นิชคุณจะกลับมาถึงบ้าน พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้วเรียบร้อย อูยองเพิ่งจะทานอาหารเย็นเสร็จไม่ถึงสิบนาทีและกำลังจะทานยาหลังอาหารต่อจากนั้น นาทีที่ได้ยินเสียงเดินมาหยุดอยู่ประตูหน้าห้อง เรียวคิ้วสวยก็เลิกขึ้นอย่างกับรู้ได้ว่าใครที่กำลังจะเปิดประตูห้อง คุณคนเล็กของบ้านจัดการทานยาให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว พร้อมกับดึงที่ปิดปากสีขาวสะอาดขึ้นมาปิดเอาไว้ ใบหน้าที่เห็นเพียงแค่ดวงตาแดงก่ำเพราะอาการไข้รุมเร้าเอียงหันไปมองที่หน้าประตู พร้อมกับรอใครที่กำลังจะเปิดมันเข้ามา

 

แกร๊ก...

 

จะมีใครรู้หรือเปล่าว่าภายใต้ผ้าปิดปากสีขาวนี้จาง อูยองกำลังกลั้นยิ้มหรือบิดริมฝีปากด้วยความหมั่นไส้ให้คนที่กำลังเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหาตนอยู่ เชิ้ตแขนยาวถูกพับขึ้นอย่างลวกๆ ถึงข้อศอก กระดุมเม็ดบนของเชิ้ตสีฟ้าอ่อนถูกปลดออกสองเม็ด ทำให้เห็นเสื้อกล้ามสีขาวที่ใส่ซ้อนทับข้างใน ไหนจะเนคไทต์ที่ถูกถอดปมแล้วแต่ยังคล้องอยู่บนคอเสื้อแบ