[Fic-KhunWoo] :: Lost in love :: Ch.1

posted on 17 Oct 2010 01:49 by 2pm-fictionismz
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Title: [Fic] Lost in Love
Chapter: 1
Author: Shin-Dragon
Beta reader: Kumameaw
Paring: Nichkhun x Wooyoung / Chansung x Junho
Rate: PG-13 , NC-17
 
 
 
 
 
 
จาง อูยองไม่ชอบบังคับ...และเหมือนมันจะมีเพียงแค่ตัวเองคนเดียวเท่านั้นที่คอยแต่จะเก็บความรู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าเขาไม่ชอบการบังคับใครบางคนก็คงไม่ชอบให้เขาขัดใจเหมือนกัน ถึงได้แต่คอยจะกำหนดให้เขาทำอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ตามแต่ใจมาตลอด

หลังจากกลับมาจากอเมริกาที่ไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของอูยองรวมถึงแม่ของนิชคุณด้วย ดูเหมือนว่าอูยองจะไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิดไว้นัก เรื่องของเรื่องทั้งหมดก็เพราะตอนนี้อูยองเรียนจบแล้วและกำลังอยู่ในช่วงจะเข้าทำงาน เจ้าตัวเก็บเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้เป็นพ่อกับแม่ไกลถึงนิวยอร์ค...และแทนที่คำปรึกษาที่ได้จะแฟร์สำหรับตัวเขา แต่เปล่าเลย.....มันกลับแฟร์สำหรับคนที่ท่านทั้งสองคะยั้นคะยออยากจะให้เป็น ลูกเขย เสียมากกว่า
 
 
 
 
“แม่ไม่อนุญาตให้ลูกไปทำงานที่บริษัทไหนทั้งนั้นนะอูยอง...บริษัทพี่คุณก็มี ทำงานกับพี่เขาน่ะดีแล้ว จะได้ดูแลกันได้ มีอะไรพี่เขาจะได้คอยบอกคอยสอน”

“ผมอยากหาประสบการณ์ด้วยการสมัครงานเอง ผมอยากใช้ความสามารถของผมมากกว่าใช้เส้นนะครับแม่”

“ลูกก็ไม่ได้ใช้เส้นนี่...พ่อจะให้พี่คุณสัมภาษณ์ลูกและทดสอบความสามารถตามที่ลูกต้องการดีไหม?”

“พ่อครับ...มันไม่ใช่อย่างนั้น”

“ไม่รู้ล่ะ...แม่ไม่อยากให้ลูกของแม่ไปทำงานที่อื่น ที่ที่ใครก็ไม่รู้จะมาเป็นเจ้านายของลูก”

“.............”
 
 
 
 
เป็นเรื่องที่ชวนหัวเสียเอามากๆ สุดท้ายก็ถูกบังคับอยู่ดี และมันก็ซ้ำรอยเดิมไม่มีผิด แทนที่คนที่เขาหวังว่าจะเข้าใจและช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องให้ ก็กลับกลายเป็นพวกเดียวกันกับพ่อและแม่ของเขาอย่างแนบเนียน จนบางทีเขาก็คิดว่านิชคุณนี่แหละที่เป็นคนไปกล่อมพ่อกับแม่ของเขา จะด้วยวิธีไหนก็ตามแต่ แต่พ่อและแม่ของเขาดูจะชื่นชมนิชคุณมากเกินไปแล้ว

จะรู้บ้างไหมว่าเขาต้องตกหลุมพรางอยู่บ่อยครั้ง เพลี่ยงพล้ำให้ตั้งกี่หน มาจนถึงตอนนี้ก็ได้แต่อึดอัดและลำบากใจอยู่อย่างนี้ จะเกลียดก็กลับไปเกลียดอีกไม่ได้แล้ว ก็เขารักไปแล้วนี่ ถึงได้ทำตัวเหมือนคนขี้งอนอยู่แบบนี้แทนน่ะ
 
 
“ไหนว่าง่วงแล้ว ทำไมยังนอนขมวดคิ้วแบบนั้นอีก...หือ?”

อูยองมัวแต่คิดเรื่องเครียดๆอยู่ เลยไม่ทันรู้ตัวว่าคนที่หายเข้าไปอาบน้ำนั่นจะเดินออกมาพร้อมกับถือผ้าขนหนูซับเส้นผมเปียกชื้นแล้วมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่


“......” ไม่รู้จะพูดอะไร ก็เลยหันหลังให้พร้อมกับหลับตาปิดเอาเสียดื้อๆ อย่างนั้น

 
 
รับรู้ถึงเตียงที่ยวบลงจากข้างแผ่นหลัง นิชคุณคงไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองสงสัยกับอาการแบบนี้ของเขาอยู่แล้วแน่ๆ ยังไม่ทันจะเปิดเปลือกตาขึ้นแก้มนิ่มก็ถูกชิงเก็บไปเสียก่อนแล้ว

 
 
“มีอะไรอยากบอกพี่หรือเปล่าอูยอง?”

ถ้าเขาจะบอกว่า ไม่อยากไปทำงานด้วยที่บริษัทจะอยากฟังไหม?

ศีรษะเล็กส่ายไปมาบนหมอน ไม่ยอมเปิดเปลือกตาขึ้นซ้ำยังปิดแน่นกว่าเดิม แม้ในใจคิดอยากจะพูดตามใจตัวเองแค่ไหน แต่ก็กลับระงับคำพูดเอาไว้ ตั้งแต่รัก...อูยองก็หาความเป็นตัวของตัวเองไม่เจอเลย มีบ้างที่ฝืนกับสิ่งที่ตัวเองเป็น แต่ก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกทีๆ

 
 
“คุณ!” เผลอเรียกห้วนๆเพราะอยู่ๆก็ถูกดึงขึ้นมานั่งอย่างไม่ทันจะตั้งตัว

“โกหกไม่เก่งเลยอูยอง”

 
 
มันใช่เวลาจะมาคาดคั้นหรือไงกัน!

 
 
“กังวลเรื่องอะไรอยู่...ตั้งแต่กลับมาจากที่นู่นดูจะเมินพี่บ่อยขึ้นนะ”

เขาทำเช่นนั้นหรือ...ไม่เห็นจะรู้ตัวสักนิด หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่าเขาคิดกังวลกับเรื่องนี้มากเกินไปจนมองข้ามว่ามีใครอีกคนคอยกระเซ้าเย้าแหย่อยู่ไม่ห่าง

 
นอกจากจูบแล้วจาง อูยองยังไม่ยอมให้ทำมากกว่านั้นเลย

 
 
“ไว้คุยกันได้ไหม....ผมง่วง” นิชคุณขมวดคิ้วใส่...แต่อูยองมากกว่าที่ต้องขมวดมันหนักสองเท่า เพราะอยู่ๆผ้าขนหนูผืนเล็กก็ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า
 
 
“ผมไม่แห้งพี่ก็ยังนอนไม่ได้”
 
 
“แล้วมันเกี่ยวกับผมตรงไหนไม่ทราบ”

 
 
“พี่อยากจะนอนกอดแล้วหลับไปพร้อมกัน ต้องการให้อธิบายมากกว่านี้อีกไหม?”

 
 
ถัดมาจากนั้นอูยองก็เลยต้องเช็ดผมให้คนเอาแต่ใจที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่แต่ใบหน้าน่ารัก กลีบปากที่สัมผัสเท่าไหร่ก็ไม่เคยจะหมดความหอมหวาน แก้มนิ่มที่ดูยังไงก็ตรึงสายตาซ้ำยังพาลจะเรียกหาจมูกของเขาให้ก้มลงไปสูดกลิ่นหอมเหมือนแก้มเด็กนั่นอีก

“เรื่องงานน่ะ...” แค่อยากลองเกริ่นๆ ดูสักนิดว่าเรื่องที่อูยองเครียดอยู่ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมามันใช่เรื่องนี้หรือเปล่า? แต่เห็นจากอาการชะงักแล้วเขาก็ได้คำตอบทันที อูยองหยุดมือแล้วหยิบยื่นผ้าขนหนูคืนให้เขา ทั้งยังหลบสายตาอย่างไม่มีเหตุผล

“พี่พูดถูกใช่ไหม?” นิชคุณมองอูยองที่ทำท่าเหมือนจะขยับล้มตัวลงนอนทั้งอย่างนั้น ไม่ตอบคำถาม ไม่พูดอะไรสักคำ ไม่แม้แต่จะสบตาของตนอย่างท้าทาย

“อูยอง....”

“ผมยังไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น...” นิชคุณก็ไม่คะยั้นคะยอเอาอะไรอีก...เหลือบมองนาฬิกาข้างเตียงแล้วก็จำต้องปล่อยให้อูยองล้มตัวลงนอน ตามด้วยคลุมผืนผ้าห่มให้ขยับเลื่อนขึ้นจนถึงต้นคอ กลัวว่าดึกๆไปอูยองจะหนาว

 
 
เห็นทีจะไม่ยอมให้เขานอนกอดแน่แล้ว เพราะหมอนข้างที่อยู่ทางฝั่งขอบเตียงของเขาถูกดึงมากอดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
 
.
 
 
.
 
 
เช้าของวันถัดมา อูยองก็ยังคงสีหน้าเครียดขึงอยู่ไม่คลาย ทำเอาคนกำลังจะออกไปทำงานถึงกับหมดอารมณ์ลงเสียดื้อๆ ร่างสูงโปร่งสาวเท้าเข้ามาใกล้คนที่นั่งอยู่นอกระเบียงห้อง ค้ำมือลงกับโต๊ะกลมที่จัดวางคู่กันกับเก้าอี้ไม้สีขาวที่มีร่างของคนตัวเล็กนั่งจับจองอยู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นถาม
 
 
“ถ้าอูยองไม่เต็มใจพี่จะคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้”
 
 
นับว่าเป็นคำพูดที่เรียกสติของคนเหม่อลอยให้กลับคืนมาได้เป็นอย่างดี จาง อูยองช้อนตาขึ้นมองคนที่ยืนค้ำโต๊ะอยู่ตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาก็ดูจะเครียดไม่ต่างกัน เห็นแบบนั้นรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของอูยองก็ค่อยๆปรากฏขึ้น
 
 
“ช่างมันเถอะครับ...ผมตัดสินใจแล้ว” แม้จะดูฝืดฝืน แต่อูยองก็ตัดสินใจแล้วจริงๆ ว่าเขาจะทำงานที่บริษัทกับนิชคุณ สิ่งที่กระตุ้นให้ตัดสินใจอีกส่วนหนึ่งก็คือคนตรงหน้าเขาเองนี่แหละ
 
 
เขารู้ว่านิชคุณก็กังวลใจไม่ต่างไปจากเขา แม้ตอนแรกนิชคุณจะไม่คัดค้านเรื่องที่พ่อและแม่ของเขาเสนอก็ตาม แต่มาจนถึงตอนนี้เขาคงฉายแววกังวลมากจนเกินไป มากจนกระทบกับความรู้สึกของนิชคุณ เขาไม่ลืมเสียหรอกว่านิชคุณรักเขามากแค่ไหน และเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแต่การที่เขาปฏิเสธไม่อยากทำงานที่บริษัทของนิชคุณนั่นก็เพราะว่าเขาอยากหาประสบการณ์ให้ตัวเอง เขาไม่อยากให้คนอื่นๆมองว่าเขาใช้เส้นเข้ามาทำงานในบริษัทของคนที่เป็นคู่หมั้น

ตอนนี้เรื่องการหมั้นของเขากับนิชคุณเป็นที่รู้กันไปหมดทั้งบริษัทและเพื่อนๆของเขาแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะต้องปกปิดกันอีก กระแสสังคมจะเป็นอย่างไรจาง อูยองก็เมินเฉยมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ หากเมื่อก่อนกลับคร่ำเคร่งกับความลับที่น่าอับอายนี้เสียเหลือเกิน ไม่อยากแพ่งพรายให้ใครรู้เพราะตอนนั้นเขาเกลียดนิชคุณอย่างกับอะไรดี

 
 
ผิดกับตอนนี้โดยสิ้นเชิง
 
 
“พี่ไม่อยากบังคับอูยองแบบนี้”

“ผมตัดสินใจได้เองต่างหากครับ อย่ากังวลเลย” ใบหน้าน่ารักยังคงเจือรอยยิ้มเผื่อแผ่ให้คนรัก มือข้างซ้ายที่มีแหวนเงินประดับอยู่เลื่อนเข้ากอบกุมกับมือเล็กข้างเดียวกันที่สวมแหวนเอาไว้

“พี่คุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้ได้นะ” นิชคุณยังคงเป็นห่วงเรื่องความรู้สึกของอูยองอยู่ดี เขาเคยทำผิดพลาดมาแล้ว และครั้งนี้เขาก็ไม่อยากจะให้มันซ้ำสองอีก กว่าจะทำให้ รัก เขาต้องเหนื่อยกับมันมามากแค่ไหน เขาไม่อยากให้อูยองหมดรักไปจากเขาเพียงแค่เรื่องแค่นี้หรอกนะ

“กลายเป็นว่าไม่อยากให้ผมไปทำงานด้วยซะแล้วสินะ”

ดวงตาเรียวเสมองออกไปยังพื้นสนามหญ้าสีเขียวข้างล่าง คำพูดแสนงอนแบบนั้นเล่นเอานิชคุณต้องเดินมาโอบไหล่เล็กเอาไว้จนเต็มกอด พร้อมกับลูบฝ่ามือขึ้นลงบริเวณต้นแขนเบาๆ

“พี่ไม่อยากให้อูยองอยู่ห่างจากสายตาด้วยซ้ำ...แต่พี่ก็ไม่อยากกะเกณฑ์และบังคับให้อูยองต้องทำตามแต่ใจพี่มากเกินไป อย่ากลัวว่าพี่จะโกรธเลย ถ้าหากอูยองไม่อยากทำงานกับพี่จริงๆ แล้วล่ะก็....พี่เข้าใจ”

“ก็ดีครับ” อูยองหยัดร่างลุกขึ้นยืนในทันที หันหน้าเข้าหานิชคุณพร้อมกับการตัดสินใจครั้งสุดท้าย

“เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้ก็ถือเป็นคำขาด ไม่ว่าจะยังไงคุณจะไม่โกรธผม?” ลงท้ายด้วยประโยคคำถาม และนิชคุณก็พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี

“พี่อยากแคร์ความรู้สึกของอูยองบ้าง พี่สัญญาว่าจะไม่โกรธ”

“ถ้างั้นรอผมเปลี่ยนเสื้อผ้าสักสิบนาที แล้วผมจะเข้าไปสัมภาษณ์งานด้วย”

นิชคุณยืนขมวดคิ้วทบทวนคำพูดของอูยองอยู่สองสามรอบ แม้ว่าร่างนั้นจะเดินหายกลับเข้าไปในห้องแล้วหลังจากพูดจบ แต่เขากลับยังยืนงงและสับสนกับคำพูดนั้นราวกับสมองมันหยุดสั่งการขึ้นมาเสียเฉยๆ
 
 
แสดงว่า........
 
 
นิชคุณหันควับกลับเข้าไปในห้อง พิงสะโพกกับโต๊ะกลมตัวหนาพลางกอดอกยกริมฝีปากยิ้มและใช้สายตาจ้องมองคนรักที่กำลังหยิบเสื้อเชิ้ตและเนคไทต์ออกมาจากตู้เสื้อผ้า สบเข้ากับดวงตาเรียวนั่นพอดิบพอดี อูยองก็แค่ยิ้มบางๆให้แล้วก็รีบเสหลบเพราะเจ้าตัวก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาอย่างทำอะไรไม่ถูก นิชคุณเห็นแบบนั้นแล้วก็ต้องหลุดขำออกมาบ้าง
 
 
 
อูยองเปลี่ยนไปมากจริงๆ ด้วย
 
 
 
 
 
...........
...................
 
 
 
 
 
ตำแหน่งเลขาของประธานบริษัทงั้นหรือ? 
 
 
จาง อูยองใช้สายตาเรียวเพ่งมองไปยังคนที่ทำเป็นตั้งหน้าตั้งตาทำงานตั้งแต่ที่เขากลับมาจากสัมภาษณ์งานเมื่อสิบนาทีที่แล้ว อยู่ๆจะมาบอกว่าเขาได้รับเข้าทำงานเพราะความสามารถก็จริงแต่ตำแหน่งเลขาของประธานบริษัทนี่มันถูกต้องแน่แล้วอย่างนั้นหรือ?
 
 
ใครประทานให้กัน ถ้าไม่ใช่คนน่าสงสัยคนนี้
 
 
“งานยุ่งขนาดนั้นเชียวหรือครับ?”  อูยองแกล้งเอ่ยเสียงราบเรียบขึ้นถาม ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นจากแฟ้มเอกสารแล้วมองมายังคนที่นั่งอ่านหนังสือรออยู่ตรงโซฟารับแขก ใบหน้าเรียบนิ่งและน้ำเสียงของอูยองพาลเอาหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้ทำท่าทีมีพิรุธอะไร ชายหนุ่มเก๊กสีหน้าเครียดและเพียงแค่พยักหน้าเป็นการตอบคำถามเท่านั้น

“ถ้างั้นในฐานะเลขาผมก็ต้องช่วยสินะ...” อูยองลุกพรวดขึ้นจากโซฟา วางหนังสือที่อ่านค้างไว้บนโต๊ะเล็ก กำลังจะก้าวขาออกไปจากห้องแต่เสียงทุ้มนั้นก็ร้องเรียกได้ทันเสียก่อน

“จะไปไหนอูยอง?”

“ผมจะไปชงกาแฟมาให้ครับ...หรือคุณอยากจะได้อะไร?”
 
 
นิชคุณรู้ดีว่านั่นคือการประชดของอูยอง เจ้าตัวคงปักใจเชื่อแน่แล้วว่าเขานั่นแหละที่เป็นคนเอ่ยมอบตำแหน่งนี้ให้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ของอูยองเลย แต่คนที่ทำให้เขาเป็นคนผิดในสายตาของอูยองก็คือแม่ของเขาเองต่างหาก

นายหญิงอิม โบรา ผู้ที่เพิ่งโทรมาบอกเขาก่อนหน้าที่อูยองจะออกมาจากห้องสัมภาษณ์งานว่าเธอต้องการให้จาง อูยองเป็นเลขาส่วนตัวของประธานบริษัทซึ่งนั่นก็คือเขา และเรื่องนี้นายหญิงเธอก็จัดการพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของอูยองมาก่อนแล้วเรียบร้อย จะให้เขาค้านหัวชนฝา นายหญิงเธอก็หาเหตุผลมาดับได้ทุกกรณี จะให้เขาทำยังไงนอกจากทำเป็นไม่รู้เรื่องไปอย่างที่นายหญิงเธอแนะนำเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะจาง อูยองทั้งเก่งแล้วก็ฉลาดเสียเหลือเกิน
 
 
“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของอูยอง”

“เลขาส่วนตัวของประธานบริษัทสมควรจะทำได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือครับ แค่ชงกาแฟแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย”
 
 
 
หมับ!
 
 
 
“อยากทำมากนักหรือ...ตำแหน่งเลขาน่ะ” นิชคุณลุกออกจากเก้าอี้ทันทีแล้วตรงเข้ามาคว้าเอาต้นแขนของคนที่กำลังจะเดินหนีออกไปจากห้อง

“ผมควรจะถามคุณมากกว่าไม่ใช่หรือครับ ที่มอบตำแหน่งนี้ให้ผม”

แววตาท้าทายแบบที่อูยองชอบทำกลับมาอีกแล้ว แม่นะแม่...แทนที่จะคิดว่าหวังดีมันจะกลายเป็นสร้างความร้าวฉานให้เสียมากกว่า

“พี่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินนะอูยอง...ถ้าไม่อย่างนั้นสู้ให้บังคับเอาอย่างทุกทีไม่ง่ายกว่าหรือ?”

น้ำเสียงจริงจังและส