[Fic-KhunWoo] :: Lost in love :: CH.6

posted on 06 Aug 2011 03:48 by 2pm-fictionismz
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Title: [Fic] Lost in love

Chapter: 6

Author: Shin-Dragon

Beta reader: Kumameaw

Paring: Nichkhun x Wooyoung / Chansung x Junho

Rate: PG-13

 

 

 

บางทีถ้าคนเราใจจดใจจ่อกับการรอคอยมากจนเกินไป มันก็เหมือนเวลายิ่งเดินช้าลงไปอีก และเพราะเป็นอย่างนั้นเมื่อวานนี้นิชคุณถึงจมอยู่กับการทำงานที่โอซาก้าโดยไม่เอาเวลามานั่งคิดคำนวณว่าเหลืออีกกี่ชั่วโมง กี่นาที เขาถึงจะได้กลับไปพบกับอูยองเร็วๆ สมกับที่ใจปรารถนา

 

การได้ยินเพียงน้ำเสียงพูดคุยผ่านโทรศัพท์มันช่วยให้เขาหายคิดถึงคนรักได้บ้างก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยลดความทรมานในการอยากเห็นใบหน้าที่มีแก้มกลมๆ เป็นเอกลักษณ์ฝังใจเขาได้เลยแม้แต่น้อย ตลอดการทำงานที่ญี่ปุ่น แม้งานจะเยอะ ฝนจะตก อากาศจะเย็น ความเหน็ดเหนื่อยเหน็บหนาวไม่ได้บั่นทอนสภาพร่างกายของเขาแต่อย่างใด มีเพียงสภาพจิตใจเท่านั้นที่ดูจะไม่เป็นปกติเอาเสียเลย เหตุผลเดียวก็คือ จาง อูยองนั่นแหละ

 

เขาไม่เคยคิดเลยว่าการอยู่ห่างจากคนรักและความรู้สึกที่อยากกลับบ้านจะทำให้เขาทรมานได้ถึงเพียงนี้ อย่างกับเด็กที่เพิ่งถูกส่งเข้าโรงเรียนใหม่ๆ ที่ไม่ว่าผู้ปกครองจะทำยังไง เกลี้ยกล่อมเท่าไหร่ก็ยังร้องไห้จ้าอยากกลับบ้านมากกว่าไปโรงเรียนอยู่ดี แล้วเขาก็ต้องมาเจอกับความรู้สึกเหมือนเด็กอนุบาลแบบนี้อีกครั้ง มันน่าอายไม่ใช่น้อยเลยนะ

 

แต่ก็นึกแปลกใจตัวเองที่ยังอยากจะแกล้งอูยองเล่นๆ ด้วยการโทรไปบอกว่าถูกเลื่อนวันกลับเป็นวันพรุ่งนี้ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ตัวเองก็นั่งอยู่ที่สนามบินนานาชาตินาริตะเรียบร้อยแล้ว

 

อยากเซอร์ไพรส์ไหม...เขาคิดว่าไม่ใช่เซอร์ไพรส์เสียทีเดียวหรอก แต่เค้าแค่อยากเห็นท่าทางตกใจและแปลกใจของอูยองมากกว่า จะโกรธเขาหรือจะดีใจจนร้องไห้แล้ววิ่งมากอดเขาแน่นๆ กันนะ แม้ว่าอาจจะเสี่ยงกับการได้เห็นดวงตาคู่นั้นช้อนมองหรือตวัดใส่ด้วยความขุ่นเคืองก็เถอะ สำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะเป็นจาง อูยองในอารมณ์ไหนเขาก็ชอบทั้งหมดนั่นแหละ

 

แต่นิชคุณคงลืมไปชั่วขณะว่าอูยองเยือกเย็นไม่เหมือนใคร ไอ้การกระทำที่จะวิ่งมากอดตัวเองนั้นคงทำได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ แน่นอน

 

.

.

 

“วันนี้คุณคนเล็กจะออกไปไหนหรือคะ?” คุณป้าแม่บ้านถามขึ้นหลังจากคนตัวเล็กนั่งทานอาหารเช้าเสร็จ

 

“ผมนัดกับชานซองแล้วก็จุนโฮไว้น่ะครับ อาจจะกลับเย็นสักหน่อย ไม่ต้องทำอาหารมื้อเย็นนะครับ เพราะผมจะทานกับเพื่อนๆ เลย” คุณป้าแม่บ้านตอบปากรับคำ แต่สีหน้าก็ยังดูเหมือนมีเรื่องสงสัย อูยองเลยต้องตั้งคำถามกลับบ้าง

 

“มีอะไรหรือครับ?”

 

“วันนี้ไม่ใช่วันที่คุณชายจะกลับมาจากญี่ปุ่นหรอกหรือคะ?”

 

“อ่ะ...ผมลืมบอกเองครับ เมื่อวานเขาบอกว่าต้องเลื่อนวันกลับเป็นวันพรุ่งนี้แทน เพราะงานที่โอซาก้ายังไม่เรียบร้อยดีน่ะครับ” คุณป้าแม่บ้านจึงรับทราบตามนั้น ก่อนจะออกไปทำงานประจำของเธอเช่นทุกวัน

 

อูยองยังอดเก็บมาครุ่นคิดไม่ได้...ถึงแม้จะเฝ้ารอให้ใครบางคนกลับมาเร็วๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้จะแสดงท่าทีให้อีกฝ่ายจับผิดได้ในตอนที่คุยโทรศัพท์ อูยองเป็นคนเยือกเย็นมาแต่ไหนแต่ไร การกระทำกับความคิดแม้จะขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เก็บมาคิดทีหลัง

 

ตลอดเวลาสามสี่วันที่นิชคุณใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น อูยองเองก็รู้คำตอบดีว่าตอนนี้เขารักนิชคุณมากแค่ไหน มันอาจจะไม่เทียบเท่ากับที่นิชคุณรู้สึกกับเขา แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่อาจจะโกหกตัวเองได้อย่างที่เคยทำ ระยะห่างมันทำให้คำตอบยิ่งชัดเจนขึ้น เขายอมรับกับตัวเองว่าแอบนับวันนับเวลาอยู่เหมือนกัน แต่พอนิชคุณบอกว่าต้องเลื่อนวันกลับ ก็อดจะผิดหวังไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้โกรธนิชคุณแม้แต่นิดเดียว

เพราะเขาเข้าใจ

 

“อ่ะ!! สายป่านนี้ จุนโฮกับชานซองคงรอแย่แล้ว”

 

.........

............

 

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นคละคลุ้งอยู่ภายในร้าน ทำเอาจุนโฮอดไม่ได้ที่จะสั่งกาแฟรสขมมาดื่ม แม้แต่ขนมเค้กก็ยังต้องเป็นรสกาแฟอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชานซองนั่งจิบเอสเพรสโซ่ไปรออูยองไป แต่สายตาก็ยังไม่ได้ละไปจากอี จุนโฮแม้สักนิดเดียว ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้เขาถึงเอาใจออกห่างจากจุนโฮไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้

 

“แล้วถ้าคืนนี้นอนไม่หลับ” อยู่ๆ ชานซองก็ถามขึ้นมา

 

“ก็ไม่ต้องนอนน่ะสิ...ถามแปลก”

 

“นายมันพวกหัวดื้อจริงๆ อี จุนโฮ” ชานซองว่าพลางส่ายหัวไปมา

 

“บ่นเหมือนคนแก่ขึ้นทุกวันนะนาย” แล้วก็โดนสวนกลับอย่างทันที แต่แทนที่ชานซองจะโกรธหรือไม่พอใจกับคำจิกกัดเล็กๆ น้อยๆ ของจุนโฮเหมือนอย่างทุกที กลับไม่มีแม้แต่อาการชักสีหน้า ซ้ำเจ้าตัวยังหลุดขำออกมาอีก คราวนี้ทำเอาจุนโฮเสียเองที่ต้องเป็นฝ่ายขมวดคิ้วไม่พอใจแทน

 

“มีอะไรน่าขำนักหรือไง...?”

 

ชานซองส่ายหัวแทนคำตอบแต่กลับส่งยิ้มอ่อนโยนไปให้ จุนโฮถึงกับเบี่ยงหน้าหนีออกไปมองนอกกระจกใสของร้านแทน รอยยิ้มแบบนั้นอยู่ๆ ก็ทำให้จุนโฮหวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ของวันก่อนที่นอกระเบียงห้อง แม้ชานซองในตอนนั้นกับตอนนี้จะแสดงออกคนละอารมณ์แต่มันก็ทำให้เขาหวั่นไหวในอกแปลกๆ ได้เหมือนกัน

 

“อูยองมาแล้ว..” เสียงของชานซองเอ่ยขึ้น เรียกจุนโฮให้หันไปมองทางหน้าประตูที่มีพนักงานในชุดยูนิฟอร์มของร้านกำลังเปิดประตูต้อนรับอยู่

 

“ขอโทษทีที่มาสาย...พวกนายมากันนานหรือยัง?” อูยองมาถึงก็นั่งลงฝั่งเดียวกันกับชานซองแล้วเปิดคำถามขึ้นทันที แต่ทั้งสองคนยังไม่มีใครเอ่ยคำตอบออกมาอูยองเลยหันไปมองชานซองสลับกับจุนโฮ

 

“ม...มีอะไรหรือเปล่า?”

 

“ไม่นี่...นายจะดื่มอะไรดี กาแฟขมๆ เหมือนจุนโฮหรือเอสเพรสโซ่เหมือนฉัน”

 

“ขอโกโก้ร้อนๆ ดีกว่า” อูยองว่าแบบนั้นก่อนที่ชานซองจะเรียกพนักงานมารับออร์เดอร์เพิ่มแล้วบรรยากาศระหว่างเพื่อนรักทั้งสามคนก็เงียบลงอีกครั้ง

 

“พวกนายโกรธฉันที่มาสายเหรอ?” อูยองคิดหาสาเหตุอยู่เงียบๆ ที่เพื่อนรักทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรสักที ทั้งๆ ที่ก็นานๆ ครั้งจะได้นัดมาเจอกันอีก ช่วงนี้เขาต้องเรียนรู้งานจากนิชคุณและผู้ช่วยคนอื่นๆ ในบริษัท เพราะฉะนั้นเวลาว่างที่จะได้ออกมาเจอทั้งสองคนมันมีไม่ค่อยบ่อยนัก

 

แล้ววันนี้ชานซองกับจุนโฮเป็นอะไรกันถึงได้เอาแต่เงียบ...ไม่สิ ชานซองคอยแต่จะลอบมองจุนโฮอยู่บ่อยๆ ส่วนจุนโฮก็เอาแต่หลบสายตา มันผิดไปจากทุกที ส่วนตัวเขาเองรู้สึกเหมือนจะไม่กล้าพูดอะไรออกไปเลยได้แต่คอยสังเกตอยู่เงียบๆ

 

“โกโก้ร้อนๆ ครับ” เสียงพนักงานที่ยังเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและเส้นผมสีทองที่ดูโดดเด่น ทำเอาอูยองอดจะยิ้มรับอย่างนึกเอ็นดูในใบหน้าขาวใสนั่นไม่ได้

 

“ขอบคุณครับ” เขาตอบรับเด็กคนนั้นอย่างยิ้มแย้ม เด็กหนุ่มโค้งให้อย่างนอบน้อมก่อนจะเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์

 

“นายมีคนรักอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง จาง อูยอง” จุนโฮเป็นคนยอมเปิดปากขึ้นในที่สุด เมื่อเห็นว่าอูยองยังเอาแต่ยิ้มและมองเด็กหนุ่มคนนั้นไม่วางตา

 

“อ้ะ! ขอโทษทีนะ...ฉันนึกว่าฉันมาคนเดียวเสียอีก” พอถูกย้อนเข้าให้แบบนั้นจุนโฮเลยได้แต่กัดปากใส่เพื่อนรักที่หลุดขำออกมา อูยองใช้ศอกกระทุ้งสีข้างของชานซองให้รู้สึกตัวเสียบ้าง คนตัวสูงกว่าใครเพื่อนถึงได้ยอมเปิดปากกับคนอื่นๆ เป็นเสียที

 

“สามียังไม่กลับเหรอ?” ถ้ารู้ว่าจะพูดแบบนี้อูยองจะเอาแก้วโกโก้ร้อนๆ นี่อุดปากไว้เสียเลย

 

“ไม่ต้องพูดเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว” อูยองกัดฟันพูดใส่คนตัวสูง ก่อนจะค่อยๆ ยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นจิบ เขาบรรจงวางแก้วลงบนจานรองแล้วยิ้มระบายอย่างคนอารมณ์ดี เพราะรสชาติกลมกล่อมของโกโก้ในแบบที่ไม่เคยได้กินมานานทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่สนใจแม้แต่จะตอบคำถามของชานซองที่ทำให้ต้องขึงหน้าเรียบบวกกับกัดฟันก่นคำพูดใส่เพื่อนตัวสูงก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ

 

“อ้าว...ฉันถามจริงๆ” ชานซองย้ำ

 

“นั่นสิ...ชานซองเพิ่งบอกฉันว่านายต้องทำงานแทนพี่คุณ เพราะพี่คุณต้องไปญี่ปุ่นตั้งสี่วันแน่ะ” ห้าวันต่างหากอูยองอยากจะแก้ให้ เพราะนิชคุณต้องเลื่อนวันกลับเป็นวันพรุ่งนี้แทน แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปนอกจากหรี่ตามองเพื่อนทั้งสองคนอย่างพิจารณา

 

“สนใจแต่เรื่องของฉันสินะ ทีอย่างนี้ล่ะเข้าใจตั้งคำถามกันทั้งคู่” ท่าทางกอดอกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็จริง แต่คงไม่มีใครบอกอูยองเลยล่ะมั้งว่าหน้าตายังเหมือนเด็กมัธยมไม่มีผิด

 

“ก็เป็นห่วง...กลัวว่านายจะทำงานหนักจนไม่ได้พักผ่อน” จุนโฮพูดอย่างจริงใจ อูยองเห็นแบบนั้นเลยยิ้มตอบแล้วบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร ยังสบายดี

 

“ฉันเป็นห่วงนายมากกว่า” จุนโฮถึงกับหน้าเหวอไปเมื่อถูกเพื่อนรักพูดออกมาแบบนั้น

 

“ฉันก็ปกติดีออก ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเป็นห่วง...จริงไหมชานซอง” พยายามหาพรรคพวกแต่จุนโฮกลับถูกหักหลังซึ่งๆ หน้า เพราะชานซองส่ายหน้าปฏิเสธอย่างทันทีทันใด

 

“ก่อนออกจากห้องไม่ได้ส่องกระจกเลยหรือยังไง?”

 

“อะไรเล่า!!...” จุนโฮประท้วงขึ้นมา พร้อมกับตวัดสายตาใส่ ไม่ได้โกรธจริงจัง เพียงแค่โมโหนิดหน่อยที่ชานซองไปเห็นด้วยกับอูยอง แม้ท่าทางของชานซองกับอูยองดูจะเป็นห่วงเขามากจริงๆ ก็เถอะ แต่ขอร้องล่ะ เขายังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้เลย

 

“เออนี่อูยอง.....อาทิตย์หน้าฉันจะไปปูซาน” ชานซองพูดขึ้นมาโดยไม่สนใจอาการกระวีกระวาดของจุนโฮ ฝ่ายจุนโฮเองเมื่อเห็นว่าเป็นแบบนั้นเลยได้แต่พ่นลมหายใจใส่ แล้วเบนสายตามองไปที่อื่นทันที ต้องขอบใจชานซองเสียอีกที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของอูยองออกไป ถึงแม้จะเป็นชานซองเสียเองที่ทำหน้าตาสงสัยเขาอย่างปิดไม่มิดก็ตาม

 

“หืม? นายถูกเรียกตัวแล้วเหรอ?”

 

“ก็ไม่เชิง...เห็นแม่บอกแค่ว่าพ่อจะทำรีสอร์ทเพิ่ม และอยากให้ฉันกลับไปทำงานจริงๆ จังๆ เสียที” ชานซองว่าอย่างนั้น แต่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากคนตรงหน้าเลย เขายังอดเป็นห่วงจุนโฮไม่ได้จริงๆ ถ้าจุนโฮจะต้องอยู่คอนโดคนเดียว แต่เพราะเขาชวนแล้ว เจ้าตัวกลับไม่อยากไปกับเขาเสียนี่

 

“งั้นนายก็ต้องกลับไปอยู่ที่ปูซานเหรอ?” เหมือนอูยองจะตั้งคำถามได้แทนความในใจของจุนโฮทั้งหมด แม้ว่าจะทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังก็ตาม แต่คำถามของอูยองก็คือสิ่งที่จุนโฮต้องการอยากจะรู้เหมือนกัน นั่นเพราะจุนโฮไม่เคยได้ถามถึงเรื่องนี้กับชานซองอีกเลยตั้งแต่วันนั้น หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาไม่ทันได้สนใจเรื่องของชานซองเลยต่างหาก

 

“อาจจะแค่ชั่วคราว...แค่ระหว่างที่ต้องคุยเรื่องงานกับพ่อน่ะ”

 

“แล้วนายล่ะจุนโฮ...นายไปด้วยหรือเปล่า?” อูยองเอ่ยถามคนที่นั่งเงียบอยู่นาน แต่คำตอบยังไม่ทันหลุดออกจากปากของจุนโฮ ชานซองก็ขัดขึ้นเสียก่อน

 

“ถ้าว่างจากงานแล้วชวนคุณนิชคุณไปเที่ยวบ้างสิ พวกนายไปเที่ยวกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เนี่ย?” เพราะอูยองถูกชื่อของนิชคุณดึงความสนใจไปหมด เจ้าตัวเลยเอาแต่เขม่นตาจ้องมองคนพูดอย่างไม่พึงใจนิดๆ

 

อะไรๆ ก็วกเข้าเรื่องของเขาได้ตลอดสิ

 

“ฉันไปเข้าห้องน้ำนะ” จุนโฮเอ่ยขึ้น ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เพื่อน อูยองพยักหน้ารับแต่ชานซองแค่ใช้สายตามองนิ่งๆ เท่านั้น

 

“นายเย็นชาเกินไปหรือเปล่าชานซอง” ครั้นจุนโฮเดินหายไปจากสายตา อูยองก็ไม่อดทนรอที่จะถามอีกต่อไป

 

“ฉันน่ะเหรอ?” อูยองหรี่ตามองแทนคำตอบว่าใช่

 

“ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงจุนโฮ ฉันเองก็ห่วงไม่แพ้กัน แต่นายต้องให้เวลาจุนโฮปรับตัวบ้าง บางทีจุนโฮอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเล่าให้ฟังก็ได้ ฉันว่าเราถอยออกมาสักก้าวเถอะ ขืนทำแบบนี้คนที่อึดอัดจะไม่ใช่แค่จุนโฮ...นายก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่านอกจากนั้นแล้วจะเป็นใคร?”

 

“ประสบการณ์โดยตรงหรือเปล่าคุณจาง”

 

“ถ้ายังวกเข้าเรื่องของฉันไม่เลิก ฉันจะเอาเค้กนี่ยัดปากนาย”

 

“คุณนิชคุณรักคนจิตใจเยือกเย็นแต่ร้ายเงียบอย่างนายเข้าไปได้ยังไงเนี่ย”

 

“ฮวาง ชานซอง!!” นานแล้วมั้งที่อูยองไม่ได้แสดงอารมณ์แบบนี้ออกมากับเพื่อนๆ บางทีก็อดจะคิดไม่ได้ว่ามันก็ช่วยให้ผ่อนคลายจากการคิดถึงเรื่องของนิชคุณได้นิดหน่อยเหมือนกัน

 

.

 

.

 

ร้านหนังสือเปิดใหม่ที่มีถึงสามชั้น ดึงดูดความสนใจของอูยองได้เป็นอย่างดี จุนโฮเป็นคนแนะนำเพราะเห็นโปรชัวร์ที่เคาท์เตอร์ของคอนโด หลังจากที่ทั้งสามคนคิดหาสถานที่ฆ่าเวลาก่อนทานมื้อกลางวัน และเห็นว่าร้านหนังสือน่าจะช่วยได้มากกว่าการไปเดินเล่นที่ห้างเฉยๆ และดูท่าว่าร้านหนังสือจะทำให้อูยองอยากใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดของวันอยู่ที่นี่เสียแล้ว ชานซองกับจุนโฮขอแยกขึ้นไปดูที่ชั้นสาม ส่วนอูยองกำลังเดินอยู่ในหมวดของวรรณกรรมที่ชั้นสองอย่างสนอกสนใจ นึกอยากจะซื้อไปเก็บที่ชั้นหนังสือในห้องสมุดของคุณพ่อนิชคุณเพิ่มอีกเหมือนกัน วรรณกรรมใหม่ๆ น่าสนใจเยอะมากจนไม่รู้จะเอื้อมมือไปหยิบเล่มไหนก่อนดี

 

“ทำไมถึงอยู่สูงขนาดนั้นนะ” พึมพำกับตัวเองพลางกวาดสายตามองหาตัวช่วย แต่บันไดสามสี่ขั้นสำหรับเอาไว้ให้ลูกค้าใช้หยิบหนังสือชั้นบนไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จาง อูยองไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรเกินตัว แต่ถ้าหากสิ่งนั้นคือสิ่งที่ต้องการมากพออูยองจะทำมันอย่างไม่ลังเล

 

“อ่ะ!!...” ปลายเท้าเหยียดยืดจนเกร็งกล้ามเนื้อไปหมด ส่วนช่วงแขนก็พยายามจะเอื้อมไปให้ถึงหนังสือเล่มนั้น แต่ก็แตะได้เพียงนิดเดียว อูยองละความพยายามชั่วครู่ เพื่อกอบโกยความตั้งใจใหม่ ปลายเท้าเขย่งขึ้นอีกครั้งแต่ยังไม่ทันจะเอื้อมมือ ก็มีมือของผู้มาใหม่เอื้อมหยิบหนังสือเล่มที่ตนต้องการไปอย่างง่ายดายและต่อหน้าต่อตา