[Fic-KhunWoo] :: Lost in love :: CH.6
posted on 06 Aug 2011 03:48 by 2pm-fictionismz
Title: [Fic] Lost in love
Chapter: 6
Author: Shin-Dragon
Beta reader: Kumameaw
Paring: Nichkhun x Wooyoung / Chansung x Junho
Rate: PG-13
บางทีถ้าคนเราใจจดใจจ่อกับการรอคอยมากจนเกินไป มันก็เหมือนเวลายิ่งเดินช้าลงไปอีก และเพราะเป็นอย่างนั้นเมื่อวานนี้นิชคุณถึงจมอยู่กับการทำงานที่โอซาก้าโดยไม่เอาเวลามานั่งคิดคำนวณว่าเหลืออีกกี่ชั่วโมง กี่นาที เขาถึงจะได้กลับไปพบกับอูยองเร็วๆ สมกับที่ใจปรารถนา
การได้ยินเพียงน้ำเสียงพูดคุยผ่านโทรศัพท์มันช่วยให้เขาหายคิดถึงคนรักได้บ้างก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยลดความทรมานในการอยากเห็นใบหน้าที่มีแก้มกลมๆ เป็นเอกลักษณ์ฝังใจเขาได้เลยแม้แต่น้อย ตลอดการทำงานที่ญี่ปุ่น แม้งานจะเยอะ ฝนจะตก อากาศจะเย็น ความเหน็ดเหนื่อยเหน็บหนาวไม่ได้บั่นทอนสภาพร่างกายของเขาแต่อย่างใด มีเพียงสภาพจิตใจเท่านั้นที่ดูจะไม่เป็นปกติเอาเสียเลย เหตุผลเดียวก็คือ จาง อูยองนั่นแหละ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าการอยู่ห่างจากคนรักและความรู้สึกที่อยากกลับบ้านจะทำให้เขาทรมานได้ถึงเพียงนี้ อย่างกับเด็กที่เพิ่งถูกส่งเข้าโรงเรียนใหม่ๆ ที่ไม่ว่าผู้ปกครองจะทำยังไง เกลี้ยกล่อมเท่าไหร่ก็ยังร้องไห้จ้าอยากกลับบ้านมากกว่าไปโรงเรียนอยู่ดี แล้วเขาก็ต้องมาเจอกับความรู้สึกเหมือนเด็กอนุบาลแบบนี้อีกครั้ง มันน่าอายไม่ใช่น้อยเลยนะ
แต่ก็นึกแปลกใจตัวเองที่ยังอยากจะแกล้งอูยองเล่นๆ ด้วยการโทรไปบอกว่าถูกเลื่อนวันกลับเป็นวันพรุ่งนี้ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ตัวเองก็นั่งอยู่ที่สนามบินนานาชาตินาริตะเรียบร้อยแล้ว
อยากเซอร์ไพรส์ไหม...เขาคิดว่าไม่ใช่เซอร์ไพรส์เสียทีเดียวหรอก แต่เค้าแค่อยากเห็นท่าทางตกใจและแปลกใจของอูยองมากกว่า จะโกรธเขาหรือจะดีใจจนร้องไห้แล้ววิ่งมากอดเขาแน่นๆ กันนะ แม้ว่าอาจจะเสี่ยงกับการได้เห็นดวงตาคู่นั้นช้อนมองหรือตวัดใส่ด้วยความขุ่นเคืองก็เถอะ สำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะเป็นจาง อูยองในอารมณ์ไหนเขาก็ชอบทั้งหมดนั่นแหละ
แต่นิชคุณคงลืมไปชั่วขณะว่าอูยองเยือกเย็นไม่เหมือนใคร ไอ้การกระทำที่จะวิ่งมากอดตัวเองนั้นคงทำได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ แน่นอน
.
.
“วันนี้คุณคนเล็กจะออกไปไหนหรือคะ?” คุณป้าแม่บ้านถามขึ้นหลังจากคนตัวเล็กนั่งทานอาหารเช้าเสร็จ
“ผมนัดกับชานซองแล้วก็จุนโฮไว้น่ะครับ อาจจะกลับเย็นสักหน่อย ไม่ต้องทำอาหารมื้อเย็นนะครับ เพราะผมจะทานกับเพื่อนๆ เลย” คุณป้าแม่บ้านตอบปากรับคำ แต่สีหน้าก็ยังดูเหมือนมีเรื่องสงสัย อูยองเลยต้องตั้งคำถามกลับบ้าง
“มีอะไรหรือครับ?”
“วันนี้ไม่ใช่วันที่คุณชายจะกลับมาจากญี่ปุ่นหรอกหรือคะ?”
“อ่ะ...ผมลืมบอกเองครับ เมื่อวานเขาบอกว่าต้องเลื่อนวันกลับเป็นวันพรุ่งนี้แทน เพราะงานที่โอซาก้ายังไม่เรียบร้อยดีน่ะครับ” คุณป้าแม่บ้านจึงรับทราบตามนั้น ก่อนจะออกไปทำงานประจำของเธอเช่นทุกวัน
อูยองยังอดเก็บมาครุ่นคิดไม่ได้...ถึงแม้จะเฝ้ารอให้ใครบางคนกลับมาเร็วๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้จะแสดงท่าทีให้อีกฝ่ายจับผิดได้ในตอนที่คุยโทรศัพท์ อูยองเป็นคนเยือกเย็นมาแต่ไหนแต่ไร การกระทำกับความคิดแม้จะขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เก็บมาคิดทีหลัง
ตลอดเวลาสามสี่วันที่นิชคุณใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น อูยองเองก็รู้คำตอบดีว่าตอนนี้เขารักนิชคุณมากแค่ไหน มันอาจจะไม่เทียบเท่ากับที่นิชคุณรู้สึกกับเขา แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่อาจจะโกหกตัวเองได้อย่างที่เคยทำ ระยะห่างมันทำให้คำตอบยิ่งชัดเจนขึ้น เขายอมรับกับตัวเองว่าแอบนับวันนับเวลาอยู่เหมือนกัน แต่พอนิชคุณบอกว่าต้องเลื่อนวันกลับ ก็อดจะผิดหวังไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้โกรธนิชคุณแม้แต่นิดเดียว
เพราะเขาเข้าใจ
“อ่ะ!! สายป่านนี้ จุนโฮกับชานซองคงรอแย่แล้ว”
.........
............
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นคละคลุ้งอยู่ภายในร้าน ทำเอาจุนโฮอดไม่ได้ที่จะสั่งกาแฟรสขมมาดื่ม แม้แต่ขนมเค้กก็ยังต้องเป็นรสกาแฟอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชานซองนั่งจิบเอสเพรสโซ่ไปรออูยองไป แต่สายตาก็ยังไม่ได้ละไปจากอี จุนโฮแม้สักนิดเดียว ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้เขาถึงเอาใจออกห่างจากจุนโฮไม่ได้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้
“แล้วถ้าคืนนี้นอนไม่หลับ” อยู่ๆ ชานซองก็ถามขึ้นมา
“ก็ไม่ต้องนอนน่ะสิ...ถามแปลก”
“นายมันพวกหัวดื้อจริงๆ อี จุนโฮ” ชานซองว่าพลางส่ายหัวไปมา
“บ่นเหมือนคนแก่ขึ้นทุกวันนะนาย” แล้วก็โดนสวนกลับอย่างทันที แต่แทนที่ชานซองจะโกรธหรือไม่พอใจกับคำจิกกัดเล็กๆ น้อยๆ ของจุนโฮเหมือนอย่างทุกที กลับไม่มีแม้แต่อาการชักสีหน้า ซ้ำเจ้าตัวยังหลุดขำออกมาอีก คราวนี้ทำเอาจุนโฮเสียเองที่ต้องเป็นฝ่ายขมวดคิ้วไม่พอใจแทน
“มีอะไรน่าขำนักหรือไง...?”
ชานซองส่ายหัวแทนคำตอบแต่กลับส่งยิ้มอ่อนโยนไปให้ จุนโฮถึงกับเบี่ยงหน้าหนีออกไปมองนอกกระจกใสของร้านแทน รอยยิ้มแบบนั้นอยู่ๆ ก็ทำให้จุนโฮหวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ของวันก่อนที่นอกระเบียงห้อง แม้ชานซองในตอนนั้นกับตอนนี้จะแสดงออกคนละอารมณ์แต่มันก็ทำให้เขาหวั่นไหวในอกแปลกๆ ได้เหมือนกัน
“อูยองมาแล้ว..” เสียงของชานซองเอ่ยขึ้น เรียกจุนโฮให้หันไปมองทางหน้าประตูที่มีพนักงานในชุดยูนิฟอร์มของร้านกำลังเปิดประตูต้อนรับอยู่
“ขอโทษทีที่มาสาย...พวกนายมากันนานหรือยัง?” อูยองมาถึงก็นั่งลงฝั่งเดียวกันกับชานซองแล้วเปิดคำถามขึ้นทันที แต่ทั้งสองคนยังไม่มีใครเอ่ยคำตอบออกมาอูยองเลยหันไปมองชานซองสลับกับจุนโฮ
“ม...มีอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่นี่...นายจะดื่มอะไรดี กาแฟขมๆ เหมือนจุนโฮหรือเอสเพรสโซ่เหมือนฉัน”
“ขอโกโก้ร้อนๆ ดีกว่า” อูยองว่าแบบนั้นก่อนที่ชานซองจะเรียกพนักงานมารับออร์เดอร์เพิ่มแล้วบรรยากาศระหว่างเพื่อนรักทั้งสามคนก็เงียบลงอีกครั้ง
“พวกนายโกรธฉันที่มาสายเหรอ?” อูยองคิดหาสาเหตุอยู่เงียบๆ ที่เพื่อนรักทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรสักที ทั้งๆ ที่ก็นานๆ ครั้งจะได้นัดมาเจอกันอีก ช่วงนี้เขาต้องเรียนรู้งานจากนิชคุณและผู้ช่วยคนอื่นๆ ในบริษัท เพราะฉะนั้นเวลาว่างที่จะได้ออกมาเจอทั้งสองคนมันมีไม่ค่อยบ่อยนัก
แล้ววันนี้ชานซองกับจุนโฮเป็นอะไรกันถึงได้เอาแต่เงียบ...ไม่สิ ชานซองคอยแต่จะลอบมองจุนโฮอยู่บ่อยๆ ส่วนจุนโฮก็เอาแต่หลบสายตา มันผิดไปจากทุกที ส่วนตัวเขาเองรู้สึกเหมือนจะไม่กล้าพูดอะไรออกไปเลยได้แต่คอยสังเกตอยู่เงียบๆ
“โกโก้ร้อนๆ ครับ” เสียงพนักงานที่ยังเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและเส้นผมสีทองที่ดูโดดเด่น ทำเอาอูยองอดจะยิ้มรับอย่างนึกเอ็นดูในใบหน้าขาวใสนั่นไม่ได้
“ขอบคุณครับ” เขาตอบรับเด็กคนนั้นอย่างยิ้มแย้ม เด็กหนุ่มโค้งให้อย่างนอบน้อมก่อนจะเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์
“นายมีคนรักอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง จาง อูยอง” จุนโฮเป็นคนยอมเปิดปากขึ้นในที่สุด เมื่อเห็นว่าอูยองยังเอาแต่ยิ้มและมองเด็กหนุ่มคนนั้นไม่วางตา
“อ้ะ! ขอโทษทีนะ...ฉันนึกว่าฉันมาคนเดียวเสียอีก” พอถูกย้อนเข้าให้แบบนั้นจุนโฮเลยได้แต่กัดปากใส่เพื่อนรักที่หลุดขำออกมา อูยองใช้ศอกกระทุ้งสีข้างของชานซองให้รู้สึกตัวเสียบ้าง คนตัวสูงกว่าใครเพื่อนถึงได้ยอมเปิดปากกับคนอื่นๆ เป็นเสียที
“สามียังไม่กลับเหรอ?” ถ้ารู้ว่าจะพูดแบบนี้อูยองจะเอาแก้วโกโก้ร้อนๆ นี่อุดปากไว้เสียเลย
“ไม่ต้องพูดเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว” อูยองกัดฟันพูดใส่คนตัวสูง ก่อนจะค่อยๆ ยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นจิบ เขาบรรจงวางแก้วลงบนจานรองแล้วยิ้มระบายอย่างคนอารมณ์ดี เพราะรสชาติกลมกล่อมของโกโก้ในแบบที่ไม่เคยได้กินมานานทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่สนใจแม้แต่จะตอบคำถามของชานซองที่ทำให้ต้องขึงหน้าเรียบบวกกับกัดฟันก่นคำพูดใส่เพื่อนตัวสูงก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ
“อ้าว...ฉันถามจริงๆ” ชานซองย้ำ
“นั่นสิ...ชานซองเพิ่งบอกฉันว่านายต้องทำงานแทนพี่คุณ เพราะพี่คุณต้องไปญี่ปุ่นตั้งสี่วันแน่ะ” ห้าวันต่างหากอูยองอยากจะแก้ให้ เพราะนิชคุณต้องเลื่อนวันกลับเป็นวันพรุ่งนี้แทน แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปนอกจากหรี่ตามองเพื่อนทั้งสองคนอย่างพิจารณา
“สนใจแต่เรื่องของฉันสินะ ทีอย่างนี้ล่ะเข้าใจตั้งคำถามกันทั้งคู่” ท่าทางกอดอกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็จริง แต่คงไม่มีใครบอกอูยองเลยล่ะมั้งว่าหน้าตายังเหมือนเด็กมัธยมไม่มีผิด
“ก็เป็นห่วง...กลัวว่านายจะทำงานหนักจนไม่ได้พักผ่อน” จุนโฮพูดอย่างจริงใจ อูยองเห็นแบบนั้นเลยยิ้มตอบแล้วบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร ยังสบายดี
“ฉันเป็นห่วงนายมากกว่า” จุนโฮถึงกับหน้าเหวอไปเมื่อถูกเพื่อนรักพูดออกมาแบบนั้น
“ฉันก็ปกติดีออก ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเป็นห่วง...จริงไหมชานซอง” พยายามหาพรรคพวกแต่จุนโฮกลับถูกหักหลังซึ่งๆ หน้า เพราะชานซองส่ายหน้าปฏิเสธอย่างทันทีทันใด
“ก่อนออกจากห้องไม่ได้ส่องกระจกเลยหรือยังไง?”
“อะไรเล่า!!...” จุนโฮประท้วงขึ้นมา พร้อมกับตวัดสายตาใส่ ไม่ได้โกรธจริงจัง เพียงแค่โมโหนิดหน่อยที่ชานซองไปเห็นด้วยกับอูยอง แม้ท่าทางของชานซองกับอูยองดูจะเป็นห่วงเขามากจริงๆ ก็เถอะ แต่ขอร้องล่ะ เขายังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้เลย
“เออนี่อูยอง.....อาทิตย์หน้าฉันจะไปปูซาน” ชานซองพูดขึ้นมาโดยไม่สนใจอาการกระวีกระวาดของจุนโฮ ฝ่ายจุนโฮเองเมื่อเห็นว่าเป็นแบบนั้นเลยได้แต่พ่นลมหายใจใส่ แล้วเบนสายตามองไปที่อื่นทันที ต้องขอบใจชานซองเสียอีกที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของอูยองออกไป ถึงแม้จะเป็นชานซองเสียเองที่ทำหน้าตาสงสัยเขาอย่างปิดไม่มิดก็ตาม
“หืม? นายถูกเรียกตัวแล้วเหรอ?”
“ก็ไม่เชิง...เห็นแม่บอกแค่ว่าพ่อจะทำรีสอร์ทเพิ่ม และอยากให้ฉันกลับไปทำงานจริงๆ จังๆ เสียที” ชานซองว่าอย่างนั้น แต่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากคนตรงหน้าเลย เขายังอดเป็นห่วงจุนโฮไม่ได้จริงๆ ถ้าจุนโฮจะต้องอยู่คอนโดคนเดียว แต่เพราะเขาชวนแล้ว เจ้าตัวกลับไม่อยากไปกับเขาเสียนี่
“งั้นนายก็ต้องกลับไปอยู่ที่ปูซานเหรอ?” เหมือนอูยองจะตั้งคำถามได้แทนความในใจของจุนโฮทั้งหมด แม้ว่าจะทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังก็ตาม แต่คำถามของอูยองก็คือสิ่งที่จุนโฮต้องการอยากจะรู้เหมือนกัน นั่นเพราะจุนโฮไม่เคยได้ถามถึงเรื่องนี้กับชานซองอีกเลยตั้งแต่วันนั้น หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาไม่ทันได้สนใจเรื่องของชานซองเลยต่างหาก
“อาจจะแค่ชั่วคราว...แค่ระหว่างที่ต้องคุยเรื่องงานกับพ่อน่ะ”
“แล้วนายล่ะจุนโฮ...นายไปด้วยหรือเปล่า?” อูยองเอ่ยถามคนที่นั่งเงียบอยู่นาน แต่คำตอบยังไม่ทันหลุดออกจากปากของจุนโฮ ชานซองก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“ถ้าว่างจากงานแล้วชวนคุณนิชคุณไปเที่ยวบ้างสิ พวกนายไปเที่ยวกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เนี่ย?” เพราะอูยองถูกชื่อของนิชคุณดึงความสนใจไปหมด เจ้าตัวเลยเอาแต่เขม่นตาจ้องมองคนพูดอย่างไม่พึงใจนิดๆ
อะไรๆ ก็วกเข้าเรื่องของเขาได้ตลอดสิ
“ฉันไปเข้าห้องน้ำนะ” จุนโฮเอ่ยขึ้น ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เพื่อน อูยองพยักหน้ารับแต่ชานซองแค่ใช้สายตามองนิ่งๆ เท่านั้น
“นายเย็นชาเกินไปหรือเปล่าชานซอง” ครั้นจุนโฮเดินหายไปจากสายตา อูยองก็ไม่อดทนรอที่จะถามอีกต่อไป
“ฉันน่ะเหรอ?” อูยองหรี่ตามองแทนคำตอบว่าใช่
“ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงจุนโฮ ฉันเองก็ห่วงไม่แพ้กัน แต่นายต้องให้เวลาจุนโฮปรับตัวบ้าง บางทีจุนโฮอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเล่าให้ฟังก็ได้ ฉันว่าเราถอยออกมาสักก้าวเถอะ ขืนทำแบบนี้คนที่อึดอัดจะไม่ใช่แค่จุนโฮ...นายก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่านอกจากนั้นแล้วจะเป็นใคร?”
“ประสบการณ์โดยตรงหรือเปล่าคุณจาง”
“ถ้ายังวกเข้าเรื่องของฉันไม่เลิก ฉันจะเอาเค้กนี่ยัดปากนาย”
“คุณนิชคุณรักคนจิตใจเยือกเย็นแต่ร้ายเงียบอย่างนายเข้าไปได้ยังไงเนี่ย”
“ฮวาง ชานซอง!!” นานแล้วมั้งที่อูยองไม่ได้แสดงอารมณ์แบบนี้ออกมากับเพื่อนๆ บางทีก็อดจะคิดไม่ได้ว่ามันก็ช่วยให้ผ่อนคลายจากการคิดถึงเรื่องของนิชคุณได้นิดหน่อยเหมือนกัน
.
.
ร้านหนังสือเปิดใหม่ที่มีถึงสามชั้น ดึงดูดความสนใจของอูยองได้เป็นอย่างดี จุนโฮเป็นคนแนะนำเพราะเห็นโปรชัวร์ที่เคาท์เตอร์ของคอนโด หลังจากที่ทั้งสามคนคิดหาสถานที่ฆ่าเวลาก่อนทานมื้อกลางวัน และเห็นว่าร้านหนังสือน่าจะช่วยได้มากกว่าการไปเดินเล่นที่ห้างเฉยๆ และดูท่าว่าร้านหนังสือจะทำให้อูยองอยากใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดของวันอยู่ที่นี่เสียแล้ว ชานซองกับจุนโฮขอแยกขึ้นไปดูที่ชั้นสาม ส่วนอูยองกำลังเดินอยู่ในหมวดของวรรณกรรมที่ชั้นสองอย่างสนอกสนใจ นึกอยากจะซื้อไปเก็บที่ชั้นหนังสือในห้องสมุดของคุณพ่อนิชคุณเพิ่มอีกเหมือนกัน วรรณกรรมใหม่ๆ น่าสนใจเยอะมากจนไม่รู้จะเอื้อมมือไปหยิบเล่มไหนก่อนดี
“ทำไมถึงอยู่สูงขนาดนั้นนะ” พึมพำกับตัวเองพลางกวาดสายตามองหาตัวช่วย แต่บันไดสามสี่ขั้นสำหรับเอาไว้ให้ลูกค้าใช้หยิบหนังสือชั้นบนไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จาง อูยองไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรเกินตัว แต่ถ้าหากสิ่งนั้นคือสิ่งที่ต้องการมากพออูยองจะทำมันอย่างไม่ลังเล
“อ่ะ!!...” ปลายเท้าเหยียดยืดจนเกร็งกล้ามเนื้อไปหมด ส่วนช่วงแขนก็พยายามจะเอื้อมไปให้ถึงหนังสือเล่มนั้น แต่ก็แตะได้เพียงนิดเดียว อูยองละความพยายามชั่วครู่ เพื่อกอบโกยความตั้งใจใหม่ ปลายเท้าเขย่งขึ้นอีกครั้งแต่ยังไม่ทันจะเอื้อมมือ ก็มีมือของผู้มาใหม่เอื้อมหยิบหนังสือเล่มที่ตนต้องการไปอย่างง่ายดายและต่อหน้าต่อตา
“ดูมีความพยายามดีนะ แต่ฉันคงทนมองอยู่เฉยๆ ไม่ได้” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นดังจากข้างหลัง และอูยองก็รีบหันกลับไปมองอย่างทันที
“จะเอาเล่มนี้ใช่หรือเปล่า?”
“คุณมินโฮ...” อูยองครางเรียกชื่อคนที่ยืนบังร่างของตนอยู่ตรงหน้าออกไปเบาๆ ด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ขอบคุณครับ” ครั้นยื่นมือไปหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการจากมือของมินโฮที่เป็นฝ่ายยื่นมันมาให้ตนตรงหน้า คนตัวสูงก็ชักหนังสือกลับแล้วส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ราวกับแกล้งหยอกเล่น
“เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นทานอาหารมื้อเย็นแทนได้ไหม?” อูยองนึกตกใจอยู่ไม่น้อยที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ชวนเขาขึ้นมาดื้อๆ ดวงตาคู่นั้นทอดมองมาราวกับกึ่งบังคับกึ่งขอร้อง อูยองทำท่าอึกอักอยู่สักครู่ก่อนจะตัดสินใจตอบออกไป
“คือ ผมมากับเพื่อน...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ชวนเพื่อนของเธอไปด้วยสิ”
อี มินโฮไม่ได้จะรอฟังที่อูยองพูดให้จบประโยคและอูยองก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทเรียบร้อยแต่ก็ดูดีราวกับนายแบบทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาอย่างคุณอี มินโฮ จะเป็นคนที่มีนิสัยตรงๆ และเป็นคนเปิดเผยอะไรอย่างนี้ ท่าทางยิ้มมุมปากแบบนั้น ดูมีเสน่ห์สมกับเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเหลือเกินจริงๆ
“ฉันทำให้เธอลำบากใจหรือเปล่า?”
มากๆ...เขาอยากจะตอบแบบนั้น ถ้าหากว่าเราเคยคุ้นหรือทำความรู้จักกันมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามสี่ครั้ง เขาจะไม่นึกแปลกใจในนิสัยแบบนี้ของคุณอี มินโฮเลยจริงๆ แต่เพราะครั้งนี้เพิ่งจะเป็นครั้งที่สองที่พวกเขาได้เจอกัน และเจอกันด้วยความบังเอิญด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร
“ความจริงแล้ว...ฉันก็แค่อยากคุยเรื่องงานแทนคุณพ่อนิดหน่อย ตั้งใจว่าจะไปหาเธอที่บริษัท แต่ไม่คิดว่าจะบังเอิญมาเจอเธอที่นี่เสียก่อน” ท่าที่ล้วงกระเป๋ามือเดียวส่วนอีกมือ ถือหนังสือแอบไว้ข้างหลัง มันทำให้อูยองคิดถึงท่าทางกวนๆ ของใครบางคนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ยิ่งพอเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าแล้วเห็นว่าอีกคนยิ้มกรุ้มกริ่มก็ยิ่งคิดถึงใครบางคนเข้าไปใหญ่
“ทำไมหน้าแดงแบบนั้นล่ะ?” อูยองหลุดออกจากห้วงความคิดทันทีที่ถูกยิงคำถามมาแบบนั้น ก่อนจะขยับตัวเองให้ถอยออกมายืนอยู่อีกฝั่งของชั้นหนังสือ แม้มินโฮจะมองด้วยความแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เก็บท่าทางแบบนี้ของอูยองมาคิดอะไรมาก
“อ...เอ่อ”
“พี่ชาย?” เสียงบุคคลที่สามดังขัดขึ้นมา ก่อนที่มินโฮจะหันไปพบว่าน้องชายคนละแม่หอบหนังสือมาเต็มอก
“ผมได้หนังสือที่ต้องการแล้ว...จะเอาไปฝากหมอนั่นด้วย” มินโฮพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันมาทางอูยอง
“เอ๊ะ!?” แต่อูยองกลับอุทานขึ้นมาด้วยความแปลกใจ และด้วยสายตาที่มองจ้องเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างๆ มินโฮอย่างไม่กะพริบตาทำให้คนถูกมองต้องเปิดปากขึ้นถาม
“ทำไมเหรอครับ?”
“ก่อนหน้านั้น....นายไม่ได้ผมสีนี้นี่” อูยองถามเสียงเบาตะกุกตะกัก ทำเอาทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย
“เธอคงเจอเจ้านี่มาก่อนหน้านี้สิ...ใช่ไหม?” เจ้านี่ที่เขาหมายถึงคือคนที่หน้าตาแบบนี้แต่เป็นอีกคนต่างหาก
“ผมเจอเขาเป็นพนักงานที่ร้านกาแฟ...แล้ว.....” อูยองดูจะงงและสับสนไปหมด ได้แต่อ้าปากขยับมุบมิบขึ้นลงเหมือนเด็กๆ แต่มินโฮกลับมองว่ามันน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน
“นั่นพี่ชายฝาแฝดของผมครับ” เด็กหนุ่มร่างสูงที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับอีกคนที่อูยองเห็นที่ร้านกาแฟเฉลยข้อสงสัยให้จนหมดเปลือก “เพื่อนพี่เหรอครับพี่มินโฮ?” คราวนี้เด็กตัวสูงหันไปถามคนเป็นพี่ชายที่ยังยืนมองคนตรงหน้ายิ้มๆ
คนที่อยากให้เป็นมากกว่าเพื่อนต่างหาก
อี มินโฮคิดเงียบๆ คนเดียวก่อนจะสลัดความคิดนั้นทิ้งไปซะ แต่ถ้าคนตรงหน้าเขายังไม่เป็นคู่หมั้นคู่หมายของใคร เขาจะทำให้คนๆ นี้เป็นคนรักของเขาเสียจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...
มินโฮแอบถอนใจทิ้งเบาเบาก่อนจะต้องยอมรับกับตัวเองว่า เขาชอบคนมีเจ้าของคนนี้เข้าให้แล้ว
“พี่ชายยยย~” เด็กหนุ่มใช้อ้อมแขนที่กอดหนังสืออยู่สะกิดคนเป็นพี่ให้รู้สึกตัว มินโฮสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะหันไปมองน้องชายที่ส่งสายตาสงสัยมาให้ ก่อนจะเมินทิ้งไปแล้วสนใจคนที่ยืนมองมาที่ตนนิ่งๆ แทน
“อ๋อ...นี่จาง อูยองพี่เขาเป็นเลขาของคุณนิชคุณบริษัทที่พ่อร่วมลงทุนทำโปรเจ็คด้วยน่ะ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้ก่อนจะโค้งศีรษะให้อูยองแล้วเอ่ยแนะนำตัวเองอย่างนอบน้อม
“ผมโจ กวังมินครับ...ส่วนหมอนั่นโจ ยองมิน” อูยองยิ้มรับรู้แต่ก็ยังสงสัยอะไรหลายอย่าง
“นี่พี่ชาย...เสร็จแล้วก็รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวถ้าผมเข้าร้านเลทไปมากกว่านี้เจ้านั่นต้องบ่นผมอีกชุดใหญ่แน่ๆ ขอโทษนะครับ” ท้ายประโยคกวังมินหันมาโค้งให้อูยองพร้อมกับคำขอโทษอีกครั้ง ก่อนจะบอกพี่ชายว่าจะลงไปรอที่ชั้นล่าง มินโฮเลยพยักหน้าแทนคำตอบรับของน้องชาย แล้วหันกลับมาที่อูยองอีกครั้ง
“ถ้างั้นเรื่องทานข้าวเธอติดฉันอยู่นะ”
“เอ๋??” อูยองหลุดคำอุทานออกมาทันที ใบหน้าฉายความงุนงงอย่างไม่ปิดบัง ก็เพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองไปติดค้างอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่
คนตัวสูงในชุดสูทที่ดูดียื่นหนังสือเล่มที่อูยองต้องการมาให้ แล้วอูยองก็รีบรับมาถือไว้ ก่อนจะก้มหัวพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ
“บอกแล้วไงว่าอาหารมื้อเย็นแทนคำขอบคุณ...ส่วนวันนี้ยกยอดค้างเอาไว้ก่อน ไว้เจอกันใหม่นะอูยอง” แล้วก็หันหลังเดินจากไปทั้งๆ ที่อูยองยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรตรงๆ แบบไม่สนใจเลยว่าอีกคนกำลังรู้สึกยังไงจริงๆ น่ะเหรอ ท่าทางใจดีแต่ก็เหมือนจะเอาแต่ใจใช่เล่น
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ
เสียงข้อความเข้าดึงสติของอูยองให้กลับมาได้ในที่สุด เจ้าตัวกอดหนังสือที่เพิ่งได้รับมาจากอี มินโฮไว้ด้วยแขนข้างเดียว ก่อนที่มือหนึ่งที่ว่างจะหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมากดอ่านข้อความที่ถูกส่งมา
-บนชั้นสามมีโซฟานิ่มๆ ให้นั่งอ่านหนังสือด้วยนะ สนใจหรือเปล่าอูยอง?- (จุนโฮ)
สนใจแน่ๆ แต่ขอเลือกหนังสือที่ถูกใจให้ได้อีกสักสามสี่เล่มก่อนเถอะ จาง อูยองไม่ใช่หนอนหนังสือ เจ้าตัวมักจะแก้ต่างกับเพื่อนๆ เวลาที่ถูกล้อตอนที่อยู่ในห้องสมุดของมหา’ลัย และจาง อูยองก็ไม่ใช่เด็กเรียนอะไรมากมาย เพียงแต่เป็นคนที่รักการอ่านมากก็เท่านั้นเอง
รักมากแค่ไหน นิชคุณ เท่านั้นที่รู้ซึ้งดีกว่าใคร
..............
....................
ทันทีที่ถึงสนามบินอินชอนนิชคุณก็อดคิดไปถึงตอนที่ได้เจอคนรักของตัวเองแทบไม่ไหว จาง อูยองจะทำหน้ายังไงกันนะ ถ้ารู้ว่าถูกเขาเซอร์ไพรส์ให้แบบนี้ อาจจะดีใจแต่ทำหน้าเรียบเฉยอย่างที่ชอบทำก็ได้ หรือถ้าจะโกรธเขาก็จะง้อให้หายโกรธด้วยวิธีของเขาจนได้นั่นแหละ
“ท่าทางรีบจังเลยนะคะ...มีคนสำคัญรออยู่สินะ” นิชคุณแทบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินทางไปกับคุณชอง จีอึนและก็ต้องกลับมาพร้อมๆ กันกับเธอด้วย แต่ตลอดการเดินทางเขาก็เอาแต่นอน พอรู้สึกตัวก็อ่านหนังสือฆ่าเวลาและมันก็เป็นช่วงที่เธอหลับไปพอดี เพราะอย่างนั้นเขาจึงทำเป็นลืมไปและคิดว่ามีแค่ตัวเองเพียงคนเดียวเท่านั้น
ถ้าตามความเป็นจริงแล้วเขาก็ดูจะเสียมารยาทกับเธออยู่ไม่น้อย เธอเป็นถึงลูกค้าและอาจจะเป็นถึงผู้ร่วมลงทุนอีกคนในโปรเจ็คต่อๆ ไป ดังนั้นแม้ภายนอกเขาจะแสดงออกอย่างสวนทางกับความคิด แต่เขาก็จะพยายามฝังความคิดเข้าไปใหม่ว่าเขาต้องทำเพื่อธุรกิจด้วย ส่วนเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจที่ญี่ปุ่นนั่นเขาจะลืมมันทิ้งไปซะ
“ก็...ทำนองนั้นแหละครับ อ่า...ผมคงต้องขอตัวก่อน ส่วนเรื่องประชุมไว้ผมจะให้เลขาส่วนตัวติดต่อกลับไปแล้วกันนะครับ” นิชคุณโค้งศีรษะหลังจากกล่าวคำลาได้อย่างไม่สนใจท่าทางอึกอักของเธอเลยแม้แต่นิด
ชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวพรรณขาวสะอาดและใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างที่ถ้าคิดจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนายแบบก็คงง่ายแค่ดีดนิ้ว และแค่เพียงเปาะเดียวทุกอย่างก็จะเปิดต้อนรับเจ้าชายรูปงามนี้อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ชอง จีอึนเธอใช้สายตาเฉียบแหลมของเธอมองตามหลังนิชคุณพลางคิดอะไรเพลินๆ ก่อนที่จะหันไปตามแรงสะกิดของคนที่มายืนอยู่ข้างหลัง
“เป้าหมายใหม่เหรอ....หล่อใช้ได้เลยนะ เจ้าชายรูปงามแท้ๆ เลยนั่นน่ะ เล่ามาเลยนะชอง จีอึน...เธอรู้จักกับหนุ่มคนนั้นได้ยังไง?” เพื่อนสาววัยเดียวกันมองตามสายตาของเพื่อนตัวเอง และก่อนหน้านั้นเธอก็ทันเห็นว่าเพื่อนของเธอยืนคุยอยู่กับชายหนุ่มหน้าตาดีมากๆ คนหนึ่ง เธอเลยแอบยืนรอสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ พออีกฝ่ายเดินจากไปแล้วเธอถึงมาสะกิดเรียกเพื่อนรักที่โทรบอกให้เธอมารับอย่างไม่รีรอ
“ฉันมีงานให้เธอทำอีกแล้วล่ะฮวังโบ”
.
.
เขาจำได้ว่าก่อนหน้าที่ตัวเองจะกลับเข้ามาถึงบ้าน เขายังมีความสุขล้นอกล้นใจอยู่แท้ๆ แต่พอเขาแอบถามคุณป้าแม่บ้านว่าคนที่เขาคิดถึงมากที่สุดอยู่ที่ไหน เธอกลับตอบเขาว่าอูยองออกไปข้างนอกตั้งแต่ช่วงสายของวันแล้ว ตอนนั้นความรู้สึกของเขามันดิ่งลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย...ก็เพราะเขาคิดว่าวันหยุดอย่างนี้อูยองอาจจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดหรือจมอยู่กับงานทั้งๆ ที่ควรจะเอาเวลาว่างไปพักผ่อน หรือที่จริงแล้วอูยองน่าจะเศร้าซึมสักหน่อยที่เขาต้องเลื่อนวันกลับจนไม่เป็นอันทำอะไร แล้วพอเขากลับมาเขาก็อยากแอบมองใบหน้าที่คิดถึงเขาอยู่เหมือนกันบ้าง แต่อูยองกลับออกไปข้างนอก เขาเลยอดจะผิดหวังไม่ได้
แทนที่จะเป็นอูยองเซอร์ไพรส์กลับกลายเป็นคุณป้าแม่บ้านและคนใช้ในบ้านเซอร์ไพรส์แทน เขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลเพราะพอรู้ความจริงจากปากคุณป้าแม่บ้านแล้วว่าอูยองออกไปข้างนอกไปทำอะไร เขาก็พอจะกู้ความรู้สึกผิดหวังนั้นกลับมาได้หน่อย แต่ก็เตรียมกับทุกคนในบ้านเอาไว้แล้วว่าห้ามบอกอูยองเรื่องที่เขากลับมาแล้วโดยเด็ดขาด
เขาถูกคุณแม่ป้าแม่บ้านตีที่แขนเบาๆ และถูกเอ็ดนิดๆ ว่าช่างร้ายกาจและเจ้าเล่ห์นัก พร้อมกับเตือนให้เขาระวังว่าคุณคนเล็กของทุกคนจะโกรธแทนจะเซอร์ไพรส์เข้าให้ เอาจริงๆ นะ....ต่อให้อูยองโกรธ เขาก็ยังจะดีใจอยู่ดี เพราะอย่างน้อยผลลัพธ์มันก็เหมือนกันว่าอูยองคิดถึงเขา
เอาเป็นว่าเขาจะรออูยองกลับมาอย่างใจเย็นแล้วกัน เพราะนี่ก็เริ่มเย็นมากแล้ว ถ้านับจากอาหารมื้อค่ำของอูยองกับเพื่อนรักทั้งสองคนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายอาทิตย์นั้น เขาก็พอจะทนรอต่อไปได้ แผนการเซอร์ไพรส์ของเขายังไม่เสีย แต่เขาต้องจัดการเก็บหลักฐานอย่างเช่นกระเป๋าเดินทางและของฝากพวกนี้เสียก่อน ส่วนตัวเองก็รีบไปอาบน้ำสักที เพราะอากาศที่ญี่ปุ่นค่อนข้างหนาวเย็นกว่าที่เกาหลีมาก กลัวว่าตัวเองปรับร่างกายไม่ทันแล้วจะไม่สบายเอาได้
เผื่อว่าจะได้กอดคุณคนเล็กให้หายคิดถึง
.........
............
.................
อาหารมื้อค่ำของสามคนเพื่อนรักช่างเรียบง่ายสบายๆ ต๊อกโบกีและราเมงข้างทางนี่แหละ เป็นอะไรที่ทำให้คิดถึงตอนช่วงที่ยังเรียนมหา’ลัยได้ดีที่สุด การได้พูดคุยและเล่าถึงเรื่องราวเก่าๆ มันก็ทำให้มีความสุขได้เหมือนกัน แต่บางเรื่องก็ทำเอาคนที่มีชนักติดหลังถึงกับแอบสะดุ้งขึ้นมาเบาๆ แต่ก็ไม่เป็นที่สังเกตนักเพราะต่างคนต่างผลัดกันเล่าเรื่อง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชานซองกับจุนโฮมากกว่าที่ขัดกันเองอยู่บ่อยๆ แล้วก็จบลงเหมือนทุกที กัดกันแล้วก็มาหัวเราะกับเรื่องเล่าเรื่องใหม่ทีหลัง
จุนโฮดูจะกลับมาเป็นคนเดิมราวกับลืมตัวว่าตัวเองมีเรื่องอะไรที่รบกวนจิตใจอยู่ นั่นเพราะได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่างด้วยกันในวันนี้ เจ้าตัวเลยลืมเรื่องที่ทุกข์ใจไปได้บ้าง อูยองเห็นชานซองขมวดคิ้วอยู่บ่อยๆ แต่ก็คลายออกสลับกัน สงสัยคงเพราะจุนโฮดูจะอารมณ์ดีขึ้นด้วยนั่นแหละ
“ทำไมไม่ยอมให้พวกเราไปส่งล่ะอูยอง อย่ามาอ้างหน่อยเลยว่าเสียเวลาที่ต้องอ้อมรถไกลน่ะ นายเห็นฮวาง ชานซองเป็นคนขี้งกตั้งแต่เมื่อไหร่....ไม่รู้หรือไงว่าทายาทเจ้าของรีสอร์ทชื่อดังของปูซานน่ะรวยพอจะเติมน้ำมันทุกวันด้วยซ้ำ” อี จุนโฮกอดอกพูดกับอูยองแต่เชิดหน้าใส่คนตัวสูงที่ยืนพิงขอบรั้วถนนอยู่ไม่ไกล
“น้อยๆ หน่อยเถอะอี จุนโฮ...เยอะมากไปแล้วนะ” ชานซองชี้นิ้วมาอย่างเข่นเขี้ยว แต่เจ้าตัวก็ได้หากลัวไม่
“นายมันพวกไม่ยอมรับความจริง” ประโยคนี้เข้าเสียดแทงอกชานซองไปเต็มๆ และมีเพียงอูยองเท่านั้นที่สังเกตเห็นสีหน้าอึ้งกิมกี่ของชานซอง
“แท็กซี่มาแล้ว...ขอบใจนายสองคนสำหรับวันนี้มาก รู้สึกดีมากจริงๆ ไว้เจอกันอีกนะชานซอง จุนโฮ แล้วก็ขับรถกลับดีๆ ล่ะรู้ไหม อย่ากัดกันอีกนะ....ฉันเหนื่อยแทนพวกนายจริงๆ ไปแล้วนะ...” อูยองสั่งความเสียยืดยาวเสร็จแล้วก็โบกรถแท็กซี่ อูยองหอบถุงหนังสือหนักๆ หลายถุงเปิดประตูเข้าไปนั่งทันที ไม่รอให้จุนโฮช่วยเปิดประตูรถให้ด้วยซ้ำ ก่อนจะหันไปโบกมือลาเพื่อนรักทั้งสองคนที่โบกมือกลับให้พร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“ชานซอง...” อยู่ๆ จุนโฮก็เรียกชื่ออีกฝ่ายขึ้นขณะที่เดินกลับมายังรถของชานซอง
“อะไร?”
“ฉันยังไม่อยากกลับห้องเลยอ่ะ...เราไปดื่มกันหน่อยดีกว่าไหม?” ชานซองแทบจะส่ายหัวในทันที เพราะยังจำที่จุนโฮเมาได้ดีทีเดียว แต่สายตาของจุนโฮกำลังละลายน้ำแข็งในใจของตัวเองจนแทบจะกลายเป็นน้ำ
ทำไมจุนโฮถึงกลับมาโหมดนี้ได้อีก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด
“นะ....ฉันสัญญาว่าจะไม่ดื่มมาก แค่อยากไปนั่งฟังเพลงเท่านั้น”
แล้วคนใจแข็งอย่างฮวาง ชานซองต้องทำยังไงกับคำขอของอี จุนโฮดี
.
.
“จอดที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยครับ” อูยองบอกคนขับแท็กซี่ให้จอดทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงครึ่งทางที่กลับบ้านด้วยซ้ำ ตอนนี้เพิ่งสองทุ่มกว่าๆ อูยองเลยนึกอยากซื้อของสักหน่อย เพราะพรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องให้คนในบ้านออกไปจ่ายตลาด นั่นเป็นความคิดที่อูยองใช้เป็นข้ออ้างกลบเกลื่อนความจริงบางอย่างเท่านั้นแหละ
จาง อูยองหอบถุงหนังสือหนักๆ ไปฝากไว้ที่โซนฝากของ ก่อนจะได้รถเข็นมาหนึ่งคันแล้วเดินจับจ่ายซื้อของสดในซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งผักสด เนื้อหมู อาหารทะเลและอีกหลายๆ อย่าง จนลืมไปว่าการทำตัวแบบนี้มันออกจะเหมือนพวกแม่บ้านที่มาจ่ายตลาดเพื่อรอทำอาหารให้สามีที่ไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศกลับมากิน อูยองไม่ทันคิดเลยใช้ข้ออ้างง่ายๆ ไปว่าไหนๆ ก็ผ่านมาทางนี้แล้วซื้อของไปเลยก็ดี คนในบ้านจะได้ไม่ต้องออกไปจ่ายตลาดกันแต่เช้า
และจนซื้อของเสร็จเรียบร้อย อูยองถึงรู้ว่าตัวเองคิดเรื่องอาหารที่จะให้แม่ครัวทำมันเยอะเกินไป ของเลยเต็มไม้เต็มมือขนาดนี้ ไหนจะหนังสือที่เพิ่งซื้อมาด้วยอีก
สามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว อูยองใช้เวลาอยู่เป็นชั่วโมงได้ เพราะตัดสินใจเลือกของไม่ได้สักที แล้วตอนนี้รถแท็กซี่ที่ผ่านมาก็น้อยเหลือเกิน ถึงมีผ่านก็มีคนโบกไปก่อนแล้ว เลยต้องยืนรอต่อไปอย่างช่วยไม่ได้
ปิ๊นๆ
อูยองเงยหน้าจากข้าวของที่พะรุงพะรังอยู่เต็มมือ เมื่ออยู่ๆ เสียงบีบแตรรถดังขึ้นเรียกความสนใจของคนที่ยืนรอรถกันแถวหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตให้เหลียวมอง
คุณอี มินโฮ
อูยองนึกชื่ออีกฝ่ายอยู่ในใจและเพราะความประหลาดใจที่วันนี้บังเอิญเจออี มินโฮถึงสองครั้งภายในวันเดียว ทำให้ไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองทำหน้าประหลาดใจได้น่ารักน่าชังแค่ไหนออกไป และไม่ทันจะคิดอะไรออก อีกฝ่ายก็ลงจากรถและข้ามถนนมาหาเสียแล้ว
“ซื้อของเยอะขนาดนี้ จะเลี้ยงทั้งหมู่บ้านเหรอ?” คนที่ถอดชุดสูทอย่างเรียบร้อยออกแล้วจากเมื่อช่วงสายของวันอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอก ดูหล่อเหลาอย่างร้ายกาจจนเขาได้ยินเสียงเด็กสาวแถวๆ นั้นส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกัน แต่คำพูดคำจานี่ออกแนวเหมือนใครบางคนไม่มีผิด
อ่ะ!! เขาเผลอคิดถึงนิชคุณอีกแล้ว
“เอ๊ะ! จะทำอะไรครับ?”
“เธอคงไม่คิดว่าฉันลงมาจากรถเพื่อจะมาขโมยของๆ เธอหรอกนะ” อูยองเผลอกัดปากเบาๆ ที่ถูกคนที่เพิ่งรู้จักกันพูดจาเย้าแหย่ใส่อีกแล้ว
“ไปสิ...เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน” คนตัวสูงแย่งของในมืออูยองไปถือเกือบจะทั้งหมด แล้วหันมาบอกว่าจะไปส่งที่บ้าน อูยองเลยอดจะเอียงคอขมวดคิ้วใส่นิดๆ ไม่ได้
ทำท่าทางน่ารักอย่างไม่รู้ตัวให้อี มินโฮเห็นมันเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายกาจเชียวล่ะจาง อูยอง คนตัวสูงคิดเอาเองเงียบๆ อย่างห้ามไม่ได้
“ถ้าขืนรอให้แท็กซี่ผ่านมาแขนเธอจะเคล็ดเอาได้...มันดึกมากแล้วด้วยนะ” อูยองยกนาฬิกาขึ้นดูและเห็นว่ามันก็ดึกมากแล้วจริงๆ แต่ตัวเองก็เกรงใจอีกฝ่ายไม่น้อยไปกว่ากัน
“คิดได้แล้วข้ามถนนตามมานะ...ข้ามเองได้ใช่ไหม?” อูยองเก็บความขุ่นใจไว้ด้วยการขบริมฝีปากตัวเองไม่ให้หลุดวาจาเฉือดเชือนออกไป และต้องคิดระวังคำพูดให้มากๆ เพราะคนที่พูดจาแบบนี้กับเขาคือคนที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญของโปรเจ็คนี้ เพราะฉะนั้นต้องเยือกเย็นให้สมกับเป็นจาง อูยอง
แต่จาง อูยองคนนั้นถูกนิชคุณทำลายไปแล้วนี่...
...........
................
การนับหนึ่งถึงสิบมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนอย่างนิชคุณ แต่การนับหนึ่งถึงสิบไปพร้อมๆ กับการระงับอารมณ์ข่มใจไม่ให้ตัวเองคว้าโทรศัพท์และกดโทรออกหาคนรักที่จนดึกป่านนี้แล้วยังไม่กลับถึงบ้านมันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เขารออูยองอย่างใจเย็นจนคิดว่าเกินเวลาไปแล้วก็ยังพยายามบอกตัวเองว่าอูยองอาจจะคุยกับชานซองและจุนโฮเพลิน แต่มันคงจะเพลินเกินไปจนเขาเริ่มจะใจเย็นอีกไม่ไหว เขามองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องสมุดของพ่อราวกับจะเผามันได้อยู่แล้ว
เขาแทบอยากจะยกเลิกแผนเซอร์ไพรส์นี่ทิ้งซะ!!
ครั้นคิดได้ว่าควรจะสงบสติอารมณ์ให้ได้มากกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจเดินออกไปยืนรับลมเย็นๆ ที่นอกระเบียงห้อง เผื่อว่าอากาศที่เย็นสบายไม่หนาวจนเกินไปจะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่เพียงไม่นานที่สายตาเหลือบไปเห็นแสงไฟหน้ารถที่จอดรอคนไปเปิดรั้วบ้านให้ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ชานซองกับจุนโฮคงมาส่งอูยองแล้ว
แต่ทุกอย่างกลับไม่ใช่อย่างที่เขาคิด
หลังจากที่อูยองขอบคุณมินโฮที่ช่วยถือของลงมาส่งแค่หน้าประตูรั้วบ้านตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้วเรียบร้อย แต่อูยองก็จำต้องตอบรับคำตกลงที่จะไปทานมื้อเย็นกับอี มินโฮด้วยจนได้ เขาขอให้อี มินโฮส่งเขาแค่หน้าประตูรั้วก็พอ เพราะเขาเองก็รู้สึกเกรงใจจริงๆ แม้อีกฝ่ายจะค้านแล้วค้านอีกว่าจะเข้ามาส่งในรั้วบ้านให้ได้ไม่ต้องเกรงใจอะไรทั้งนั้น แต่สุดท้ายอูยองก็ตามเกมของมินโฮไม่ทัน เพราะอีกฝ่ายใช้วิธีคนละครึ่งทางแต่เข้าทางตัวเองไปเต็มๆ เสียมากกว่า โดยการที่เขาต้องยอมไปทานข้าวเย็นด้วยเท่านั้น และเพื่อให้ทุกอย่างยุติเขาเลยตอบตกลงออกไป ก็เขาเหนื่อยเกินจะรับมือแล้วนี่นะ....
สาวใช้หลายคนที่ยังไม่แยกย้ายกันนอนก็มาช่วยกันถือของที่อูยองซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเข้าไปไว้ในครัว คุณป้าแม่บ้านดุเบาๆ ว่ากลับดึกแล้วยังแอบไปซื้อของเองอีกด้วย แต่อูยองก็แค่ยิ้มรับบางๆ ไปเท่านั้น
“ใครเปิดไฟห้องสมุดน่ะครับ” คุณป้าแม่บ้านเหลือบมองไปห้องทางซ้ายมือเกือบสุดรั้วบ้าน ก่อนจะเผลอสะดุ้งตกใจ เพราะคงเป็นคุณชายของเธอเผลอเข้าให้แน่ๆ
“อ...อ๋อ...ป้าเองค่ะ พอดีว่าป้ากำลังจัดหนังสืออยู่” เธอช่วยแก้อย่างทันที
“ดึกขนาดนี้เนี่ยนะครับ...”
“โธ่...คุณคนเล็กไม่กลับสักทีนี่คะ ป้าเลยไม่รู้จะทำอะไรรอดี เลยไปจัดหนังสือรอน่ะค่ะ” เธอหัวเราะแห้งๆ ให้ แต่อูยองก็เหนื่อยเกินจะติดใจสงสัยอะไรไปมากกว่านี้ เจ้าตัวบอกให้คุณแม่บ้านและคนอื่นๆ ไปพักผ่อนได้แล้ว ส่วนห้องสมุดนั้นตนจะเป็นคนไปปิดไฟเอง คุณป้าแม่บ้านเลยต้องจำใจรับคำไปอย่างเสียไม่ได้
อูยองเดินมาถึงห้องสมุดที่เปิดไฟทิ้งไว้ ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องแล้วจึงปิดไฟและปิดประตู ในแขนข้างหนึ่งยังกอดและหอบถุงหนังสือหนักๆ เอาไว้ไม่ยอมวางเก็บในห้องสมุด เพราะตนกะว่าจะจัดมันไว้ในห้องนอน มือข้างที่ว่างเอื้อมเปิดประตูห้องนอนก่อนจะจัดการเปิดไฟให้สว่างขึ้นทั่วทั้งห้อง อูยองหันหน้าไปปิดประตูห้องก่อนจะหันกลับมาและทิ้งถุงหนังสือที่ตนกอดเอาไว้เสียดิบดีลงไปหล่นบนพื้นด้วยความตกใจ!
“ชานซองกับจุนโฮมาส่งเหรอ?”
To be continue.......
Shin-Dragon:
อยากบอกแค่ว่ามันเช้ามืดแล้ว(ใช่ไหม?) ขณะนี้เวลา 04.00 AM ว่าจะไม่อัพก็อัพจนได้ ง่วงก็ง่วงแต่ก็คิดว่าตัวเองผิดสัญญากับรีดเดอร์มาหลายครั้งแล้ว เพราะงั้นเลยรับผิดชอบซะดีกว่า ไม่อยากพูดอะไรมากเลยครับนอกซะจากว่าความคิดมันไหลไปไวกว่ามือมาก พาร์ทนี้นั่งแก้ตอนห้าทุ่มกว่าๆ จนปวดมือไปหมด จะเหวี่ยงตัวเองอยู่หลายทีเพราะเขียนไม่ได้ดั่งใจ มันแปรสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกมาเป็นตัวหนังสือยากอ่ะ แล้วมันก็พิมพ์ตามไม่ทันที่คิดด้วย นั่งจนปวดหลัง ท้อแล้วท้ออีกว่าจะอัพเลยดีไหม เพราะมันดึกมากจริงๆ ตัวเองก็เหมือนจะไม่ไหวด้วย แต่สุดท้ายก็อัพจนได้ = =
ขอบคุณกูมะเหมี่ยวที่ปรู๊ฟฟิคให้ตอนดึก จริงๆ จะเอาพรุ่งนี้ก็ได้แหละ แต่พอกูมะเหมี่ยวบอกว่าปรู๊ฟไหวก็เลย โอเคไหวก็ไหวด้วยกันฟระ คนๆ นี้คิดแต่จะผลักลูกใส่คนอื่นตล๊อดดดดด~
ปล.ขอบคุณทุกๆ คนที่ยังติดตามอยู่นะครับ แม้กูชินจะปล่อยให้บลอคร้างไปนานมากกกก ก็ตาม
ปล.อย่าไปซีเรียสว่าอ่านแล้วไม่เมนท์จะโดนดราม่าใส่ไหม ไม่ต้องกลัวครับ กูชินไม่สนใจปริมาณคอมเมนท์ จะมาอ่านแบบไร้เงาหรืออะไรก็ไม่ว่า แต่ในทางกลับกัน ถ้าคิดว่าที่อ่านอยู่ไม่ใช่แนวหรือแบบที่ตัวเองชอบก็กรุณากด x ออกไปเงียบๆ เหมือนอย่างที่ย่องเข้ามาอ่านนะครับ แค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้วจริงๆ
ปล.ขออยู่แบบสงบๆ ดีกว่าเนาะ ^^
และของฝากสุดท้ายยยยยย....
